การจัดการห้องเรียนกับการพัฒนาคุณลักษณะเด็กปฐมวัยเพื่อชีวิตที่สุขอย่างพอเพียง

Filed Under (บทความเชิงวิชาการ) by wattana on 14-02-2009

การจัดการห้องเรียนกับการพัฒนาคุณลักษณะเด็กปฐมวัยเพื่อชีวิตที่สุขอย่างพอเพียง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วัฒนา ปุญญฤทธิ์
ศูนย์การเรียนรู้ทางการศึกษาปฐมวัย
สาขาวิชาการจัดการการศึกษาปฐมวัย
วิทยาลัยการฝึกหัดครู มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
14 มีนาคม 2551

 

 

                ในปี 2549 มูลนิธิเศรษฐศาสตร์ใหม่ (New Economics Foundation) ได้รายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับความสุขของประชาชนในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก 178 ประเทศ โดยวัดจากเกณฑ์ความสุขใน 3 ปัจจัยหลัก คือ อายุขัย ความพึงพอใจกับชีวิต และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ผลจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่าประเทศที่มีความสุขในอันดับต้น ๆ เป็นประเทศที่ผู้คนในประเทศมีลักษณะของการอยู่ร่วมกันอย่าง เอื้ออาทรทั้งต่อผู้คนด้วยกันและการเอื้ออาทรต่อธรรมชาติ และจากรายงานวิจัยฉบับเดียวกันนี้แสดงอันดับของประเทศไทยว่าอยู่ในลำดับที่มีความสุขในอันดับที่ 32

                หากจะนำผลการวิจัยดังกล่าวมาพิจารณาเพื่อประกอบกับแนวทางการพัฒนาประเทศที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 – 2554) ที่กำหนดเป้าหมายการพัฒนาประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองได้ มีเทคโนโลยีที่เหมาะสม นำมาสู่การดำเนินการต่าง ๆ ได้อย่างประหยัด และใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน โดยน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาสู่การดำเนินชีวิตของประชาชนในทุกภาคส่วน ในด้านการศึกษาซึ่งถือว่าเป็นการปูฐานชีวิตของคนได้กล่าวถึงการปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนรู้จักใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ทั้งนี้ โดยระบุให้มีการพัฒนาคนโดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนเรียนรู้ซึ่งคุณธรรมพื้นฐาน              8 ประการที่ควรเร่งปลูกฝัง คือ ความขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี และมีน้ำใจ คุณลักษณะดังกล่าวนี้จะทำคนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีความรัก สมานฉันท์ เอื้ออาทร      ต่อกัน ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและคุ้มค่า นั่นแหละคือชีวิตที่สุขอย่างพอเพียง

                สำหรับการปลูกฝังคุณธรรมนั้นนักจิตวิทยาระบุว่าควรปลูกฝังตั้งแต่ระยะวัยต้นของชีวิตเพื่อให้เกิดลักษณะของ หยั่งรากฝังลึกก่อเกิดเป็นบุคลิกภาพของเด็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ การพัฒนาคุณลักษณะดังกล่าวสามารถใช้วิธีการได้หลายวิธี และวิธีที่เหมาะกับการสอนคุณธรรมให้กับเด็กวัยนี้คือการใช้ตัวแบบและการเสริมแรงสนับสนุนควบคู่กันไป ทั้งนี้การใช้วิธีการดังกล่าวเด็กจะต้องได้เห็นตัวแบบที่มีคุณภาพจากสังคมที่แวดล้อมตัวเด็กทั้งจากที่บ้าน ในสถานศึกษา และในชุมชน สังคม โดยรวม

                ส่วนในสถานศึกษานั้นเด็กปฐมวัยจะได้รับการพัฒนาในทุกด้านจากการเรียนรู้ด้วย               การปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมทั้งทางวัตถุ และสภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรม การจัดสภาพแวดล้อมทั้งทางวัตถุและสภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรม การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณธรรมพื้นฐานของเด็ก โดยเฉพาะภายในห้องเรียนซึ่งเป็นสถานที่ที่เด็กใช้เวลาเกือบทั้งวัน เรียนรู้ และรับประสบการณ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างเป็นองค์ความรู้   การจัดการห้องเรียนจึงต้องมีการดำเนินการอย่างดี รอบคอบ และคำนึงถึงเป้าหมายด้านการส่งเสริมพัฒนาการและการพัฒนาด้านคุณธรรมพื้นฐานให้เกิดกับเด็ก ทั้งนี้โดยนำขอบเขตตามมาตรฐาน         การเรียนมากำหนด ซึ่งการเรียนรู้ในห้องเรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงนั้นยังไม่ได้กำหนดไว้ในระดับการศึกษาปฐมวัยแต่ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงนั้น ยังไม่ได้กำหนดไว้ในระดับการศึกษาปฐมวัยแต่ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงไว้ใน                    ช่วงชั้นที่ 1 ที่เน้นให้เด็กใช้ชีวิตพอเพียง รู้จักช่วยเหลือตนเองและงานในครอบครัว แบ่งปันสิ่งของให้เพื่อน เห็นคุณค่าของสิ่งของ ฝึกนิสัยประหยัด  ฝึกจิตสำนึกและนิสัยพอเพียง  ซึ่งในชั้นประถมศึกษา           ปีที่ 1 นั้นกำหนดไว้ 4  มาตรฐาน คือ รู้จักช่วยเหลือตนเอง ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด รู้จักการออม รู้จักการแบ่งปันสิ่งของที่มีให้กับผู้อื่น ทั้งนี้ในการจัดการศึกษาตามมาตรฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในระดับปฐมวัยนั้น สามารถนำมาปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับปฐมวัย และนำไปสู่การพัฒนาคุณธรรมพื้นฐานได้ ดังตารางการวิเคราะห์ความสอดคล้องกัน ดังนี้

                ตารางวิเคราะห์ความสอดคล้องมาตรฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง มาตรฐานระดับปฐมวัยของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ

 

 

มาตรฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจ

พอเพียง ชั้น ป.1

มาตรฐานระดับปฐมวัย

ด้านคุณภาพเด็ก

คุณธรรมพื้นฐานด้าน

 

 

รู้จักแบ่งปัน

 

รู้จักการออม  ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด

 

 

ช่วยเหลือตนเอง

1.1 มีวินัย

1.2 มีความซื่อสัตย์สุจริต

1.4  มีเมตตากรุณา มีความรู้สึก

        ที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น

1.5 ประหยัด รู้จักใช้ และรักษา

       ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

1.6 มีมารยาทและปฏิบัติตนตาม

      วัฒนธรรมไทย

7.1 รักการออกกำลังกาย ดูแล

       สุขภาพ และช่วยเหลือ

       ตนเองได้

ความขยัน  มีวินัย

ซื่อสัตย์

มีน้ำใจ

 

ประหยัด

 

สุภาพ

 

มีวินัย  สะอาด สามัคคี  มีน้ำใจ

                จากตารางวิเคราะห์ดังกล่าวข้างต้นแสดงถึงคุณธรรมพื้นฐานที่สามารถนำมาพัฒนาให้เด็กปฐมวัยให้อย่างสอดคล้องกับมาตรฐานระดับปฐมวัย และพัฒนารู้มาตรฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงได้หลายประการ ได้แก่ คุณธรรมด้านความประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย ความสุภาพ และการมีน้ำใจ ทั้งนี้ การพัฒนาคุณธรรมของเด็กปฐมวัยนั้น สถานศึกษาสามารถจัดประสบการณ์ให้กับเด็กเพื่อเกิดเป็น     การเรียนรู้ได้หลากหลายวิธี รวมทั้งการให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงจากสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนที่เด็กได้รับรู้ ได้ปฏิบัติ ได้สังเกต ได้ลงมือกระทำ โดยอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของเด็ก         การจัดการชั้นเรียนอย่างสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการศึกษาจะทำให้เด็กปฐมวัยพัฒนาตนเองไปสู่เป้าหมายที่กำหนด ดังนั้น หากครูปฐมวัยกำหนดเป้าหมายไว้ที่คุณภาพของเด็กที่มีคุณธรรมพื้นฐาน    โดยฝึกฝนให้เด็กรู้จักการใช้ชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ครูจึงต้องจัดการห้องเรียนอย่างสอดคล้องด้วย

 

การจัดการห้องเรียนเพื่อพัฒนาคุณธรรมพื้นฐานเด็กปฐมวัยตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

 

                การจัดการห้องเรียนเพื่อพัฒนาคุณธรรมพื้นฐานเด็กปฐมวัยตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงยึดหลัดในการจัดการ 6 ประการ ดังนี้

1.       หลักการตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

หลักการพัฒนาคนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาคนให้มีหลักคิดและหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง คือ มีความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี โดยใช้คุณธรรมนำความรู้แนวทางการพัฒนาคนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นการฝึกให้เด็กรู้จักคิด พูด ทำ อย่างพอดี พอเหมาะ พอควรบนหลักเหตุผล ไม่ประมาทใช้สติปัญญาในทางที่ถูกต้อง ดังนั้นกิจกรรมและประสบการณ์ที่จัดให้เด็กในสถานศึกษาจึงเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าวคือการปลูกฝังให้เด็กรู้จักใช้ชีวิตที่พอเพียง เห็นคุณค่าของทรัพยากร ฝึกการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และแบ่งปัน มีจิตสำนึก รักษ์สิ่งแวดล้อม เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมค่านิยม เอกลักษณ์ / ความเป็นไทย

2.       หลักการด้านการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์

เด็กจะพัฒนาทั้งทางร่างกายและจิตใจ เมื่อได้รับการตอบสนองตามความต้องการพื้นฐานอย่างพอเพียง การตอบสนองดังกล่าว ได้แก่ การตอบสนองความต้องการทางกายที่เหมาะสม สมดุล และพอเพียง การตอบสนองความต้องการ ความมั่นคงปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ การตอบสนองความต้องการ การได้รับความรับ และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เป็นที่ยอมรับและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น และการตอบสนองความต้องการในการรู้จักตนเองทั้งด้านความสามารถและคุณค่าแห่งตน             การตอบสนองความต้องการอย่างครบถ้วนพอเพียง เด็กจะเกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข พร้อมที่จะใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี

 

3.       หลักการจัดการห้องเรียนเพื่อการเรียนรู้

เด็กปฐมวัยเรียนรู้จากการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม การจัดชั้นเรียนในระดับปฐมวัยจึงเน้นการใช้วิธีวัสดุที่เด็กสามารถสัมผัสได้ สื่อ วัสดุต่าง ๆ ต้องสอดคล้องกับสาระการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงไปตามเนื้อหาสาระและมีความซับซ้อนตามวัยที่เพิ่มขึ้น การจัดการชั้นเรียนต้องสอดคล้องสัมพันธ์กันระหว่างช่วงเวลาและกิจกรรมที่กำหนดในตารางกิจกรรมประจำวัน นอกจากนั้นการจัดห้องเรียนต้องสอดคล้องกับรูปแบบการสอนของการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเด็กกับครู และการจัด        การห้องเรียนต้องตอบสนองวัตถุประสงค์ทางการศึกษาในการพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านความรู้ ความรู้สึกนึกคิด และการพัฒนาทักษะทางกาย

4.       หลักการมีส่วนร่วม

ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้ดีหากเขาได้เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยที่จะเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ได้เรียนในสิ่งที่สนใจ และได้ทำกิจกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการและความอยากรู้ต่อสิ่งต่าง ๆ การจัดการห้องเรียนจึงเป็นการให้โอกาสเด็กมีส่วนร่วมโดยการคิดสาระที่ต้องการรู้ ร่วมกำหนดวัตถุประสงค์ ร่วมวางแผนกิจกรรม ร่วมกำหนดวิธีการ การรับผิดชอบ การปฏิบัติ และสรุปผล การจัดการชั้นเรียน โดยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมจะทำให้ผู้เรียนได้เรียนในสิ่งที่มีความหมายต่อตนเองและสามารถนำไปสู่ความเข้าใจในเรื่องนั้น

5.       หลักการจัดการสภาพแวดล้อม

ในห้องเรียนระดับการศึกษาปฐมวัยได้ให้ความสำคัญต่อการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อ         การพัฒนาเด็กใน 2 ด้าน คือ การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพและการจัดสภาพแวดล้อมทางจิตภาพ การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ การจัดห้องเรียนที่ตอบสนองความต้องการทางกาย คือ การจัดพื้นที่ที่พอเพียง สะดวกในการเคลื่อนไหวและการทำกิจกรรม การจัดมุมการเล่นที่สอดคล้องกับพัฒนาการกิจกรรมและการเล่นเป็นกลุ่มของเด็ก การจัดการจราจรที่เคลื่อนที่ได้อย่างสะดวก และปลอดภัย ไม่รบกวนผู้อื่น การจัดห้องที่ถูกสุขลักษณะ มีความสะดวก สบาย แสงสว่างที่พอเพียง ไม่มีเสียงดังรบกวน มีอากาศถ่ายเทดี มีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัย ส่วนการจัดสภาพแวดล้อมทางจิตภาพ ได้แก่ การกระทำเพื่อให้เกิดบรรยากาศที่เป็นสุข ไม่เครียด ไม่มีกฎข้อบังคับที่ทำให้เด็กรู้สึกกดดัน หรือมีข้อห้ามมากมายหรือเคร่งครัดจนเด็กอึดอัด และขาดอิสระในการคิด การกระทำและ       การแสดงออก มีบรรยากาศแห่งความเป็นมิตร ความรักใคร่ เอื้ออาทรต่อกัน และมีบรรยากาศที่เด็กรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย

6.       หลักการพัฒนาคุณธรรม

การพัฒนาคุณธรรมสำหรับเด็กปฐมวัยนั้น สามารถพัฒนาโดยการให้เด็กได้เรียนรู้จากการเลียนแบบจากต้นแบบที่เหมาะสม ได้ฝึกฝนปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ และได้รับรู้ผลแห่งการกระทำของตน ทั้งในด้านดีและไม่ดี การได้รับการเสริมแรงเมื่อปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม และการสนับสนุนให้ประพฤติ ปฏิบัติที่ดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้จะต้องให้เด็กเข้าใจและเห็นคุณค่าของค่านิยมและคุณธรรมพื้นฐานที่ต้องการ การกำหนดข้อตกลงต่าง ๆ ต้องเกิดจากการตกลงร่วมกัน และยินดีที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ๆ

การจัดการห้องเรียนนั้นครูจะต้องเริ่มวางแผนล่วงหน้าก่อนเปิดการศึกษา โดยใช้กระบวนการจัดการ ดังนี้

1.  การวางแผน (Planning) ครูเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายการศึกษาของระดับชั้นว่าต้องการให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะเช่นไร แล้วนำไปสู่การกำหนดแนวทาง วางแผนวิธีการที่จะจัดประสบการณ์และจัดห้องเรียน เพื่อนำผู้เรียนไปสู่เป้าหมายนั้น การวางแผนนี้จะต้องนำหลักสูตร สถานศึกษา และวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน และความต้องการของชุมชนมาพิจารณาประกอบด้วย

2.  การจัดองค์การ (Organizing) เป็นการกำหนดงานต่าง ๆ ภายในห้องเรียนว่ามีอะไรบ้าง มีการทำงานอย่างไร และนำมาจัดเป็นระบบการทำงานให้มีความสัมพันธ์สอดคล้องกันเพื่อให้เกิดผลการทำงานที่สนับสนุนเป้าหมายการศึกษาที่วางแผนไว้

3.  การจัดคณะทำงาน (Staffing) เป็นการจัดคนและระบบงานภายในห้องเรียนให้เป็นฝ่าย     ต่าง ๆ ตามงานที่มี โดยมุ่งถึงการทำงานสอดคล้องเป็นระบบ เพื่อให้เกิดผลงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น การกำหนดนักเรียนที่คอยควบคุมเวลาของการทำกิจกรรม การแบ่งคนรับผิดชอบงานในห้อง             การกำหนดหน้าที่ของฝ่ายและของผู้เรียนแต่ละคน รวมทั้งบุคลากรอื่นที่เกี่ยวข้อง 

4.  การอำนวยการทำงาน (Directing) ครูจะคอยแนะนำ ดูแล สนับสนุน การทำงานของคณะทำงานให้เป็นไปด้วยดี หากมีปัญหาอุปสรรคจะเข้าไปแนะนำช่วยเหลือตามสมควร อาจจะโดย   การบอก อธิบาย ทำตัวอย่างให้ดูหรือเข้าไปร่วมทำ เพื่อให้งานเป็นไปตามระบบที่วางไว้ หรืออาจมอบหมายฝึกฝนให้ผู้เรียนรู้จักการนำตนเอง และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการทำงาน

5.  การควบคุม (Controlling) เป็นการดูแลกำกับการดำเนินการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามระบบที่ออกแบบไว้ และเป็นไปตามแผนที่กำหนด โดยการคอยกระตุ้น ส่งเสริม แนะนำ ให้การเสริมแรงตามโอกาสอันควร พยายามหลีกเลี่ยงการบังคับ คาดโทษ ขู่เข็ญหรือตำหนิ ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานอยู่ภายใต้บรรยากาศแห่งความสุข และมีความรู้สึกเชิงบวกต่อการทำงานเพื่อเป้าหมายที่ต้องการ

การจัดการห้องเรียนเพื่อพัฒนาคุณธรรมพื้นฐานจึงเป็นการนำหลักการ 6 ประการ ดังกล่าวข้างต้นมาผนวกในขั้นตอนต่าง ๆ ของกระบนการจัดการห้องเรียน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติและผลจากการปฏิบัติ ดังนี้

 

 

 

 

 

 

 

การปฏิบัติตามกระบวนการ

ผลที่เกิดกับผู้เรียน

คุณธรรมที่ได้รับการพัฒนา

การขอความเห็นและการให้มีส่วนร่วมในการวางแผน (Planing)

ความพึงพอใจ การรับรู้ว่าตนเองมีค่า ยอมรับฟังความคิดของผู้อื่น มีการกระทำร่วมกัน

มีน้ำใจ

การกำหนดกิจกรรมและทำกิจกรรมด้วยกัน (Organizing)

การกำหนดตัวแบบ                         การเลียนแบบพฤติกรรมที่ดีจากตัวแบบ การเป็นตัวอย่าง การได้ปฏิบัติจริงในสถานการณ์ต่าง ๆ การได้รับประสบการณ์ตรงและประสบการณ์ทางอ้อม               การได้รับประสบการณ์ในสภาพแวดล้อมที่แสดงถึง            ความพอเพียง

ประหยัด  ซื่อสัตย์  มีวินัย

การมอบหมายให้ปฏิบัติ (Staffing)

ได้ปฏิบัติงานร่วมกันตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การฝึกปฏิบัติและการปฏิบัติตามระบบ การปฏิบัติตามข้อตกลง การใช้วัสดุพื้นบ้าน การใช้วัสดุ เวลา พื้นที่อย่างประหยัด คุ้มค่า การนำมาดัดแปลง ทำซ้ำ ใช้ใหม่           การสร้างหรือหาสิ่งทดแทนสิ่ง  ที่ใช้ไป

มีวินัย  ซื่อสัตย์  มีน้ำใจ

การอำนวยการทำงาน การฝึกให้คิดเชิงบวก (Directing)

ได้รับการยอมรับในผลการปฏิบัติและยอมรับการปฏิบัติของผู้อื่น รู้จักการแบ่งปัน เข้าใจผู้อื่น การปฏิบัติตามข้อตกลง การเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี

ความซื่อสัตย์  การมีน้ำใจ 

การแบ่งปัน  สุภาพ  มีวินัย

การควบคุม โดยการเสริมแรงทางบวก (Controlling)

การได้รับทราบผลการกระทำของตนและผู้อื่น การแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม

มีวินัย  สุภาพ  การมีน้ำใจ 

ซื่อสัตย์

 

 

                จากที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงหนึ่งแนวทางในการประยุกต์ใช้แนวเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่กระบวนการจัดการห้องเรียน เพื่อพัฒนาคุณธรรมพื้นฐานของเด็กปฐมวัย โดยมีคาดหมายว่า เด็กที่มีคุณลักษณะดังกล่าวจะเติบโตขึ้นไปเป็นบุคลากรที่มีความพอเพียงเพื่อชีวิตที่สุขอย่างพอเพียง

 

เอกสารอ้างอิง

 

ธงชัย  สันติวงษ์. (2541).  หลักการจัดการ (ครั้งที่ 8). กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช จำกัด.

ปรียานุช  พิบูลสราวุธ. (2550). การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา. กรุงเทพฯ :

   ศูนย์ประสานงานกลางการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงาน

   ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ.

เลขาธิการสภาการศึกษา, สำนักงาน. (2551). 8 คุณธรรมพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : มปท.

——- . (2550). นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัย (0 5 ปี) ระยะยาว พ.ศ. 2550 2559.

                   กรุงเทพฯ : วี.ที.ซี. คอมมิวนิเคชั่น.

วัฒนา  ปุญญฤทธิ์. (2542). การจัดสภาพแวดล้อมในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : สถาบัน

   ราชภัฏพระนคร.

สุมน  อมรวิวัฒน์. (2550). บทบาทของสถาบันการศึกษาต่อการพัฒนาจิตใจ (ครั้งที่ 2). นนทบุรี :

   โรงพิมพ์และทำปกเจริญผล.

Cangelosi, J.S. (2000). Classroom Management Strategies : Gaining and Maintaining Students’

                   Cooperation. 4 th.ed. New York : John Wiley & Sons, Inc.

http://qolife.startupthailand.com/project.php สืบค้นเมื่อ 9 / 3 / 2551

 

 

Comments:

Post a comment

PNRU
Ewery