การประเมินตามสภาพจริงในระดับการศึกษาปฐมวัย

Filed Under (บทความเชิงวิชาการ) by wattana on 29-03-2009

การประเมินตามสภาพจริงในระดับการศึกษาปฐมวัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วัฒนา ปุญญฤทธิ์
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

หลักการและแนวคิดของการประเมินตามสภาพจริง

จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 มาตรา 26 ได้กำหนดถึงการประเมินผลผู้เรียนว่า ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอน

ดังนั้นการประเมินผลการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียน จึงเป็นหน้าที่ของผู้สอน โดยถือว่าการประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอน เพื่อใช้เป็นกลไกในการติดตาม พัฒนาและช่วยเหลือผู้เรียนให้พัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ให้เต็มศักยภาพ ทั้งนี้คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้ ได้ระบุว่า การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ต้องวัดและประเมินให้ครอบคลุมทุกด้านทั้งในส่วนของกระบวนการและผลงานทั้งด้านความรู้ความรู้สึก และทักษะการแสดงออกทุกด้าน และเป็นการประเมินตามสภาพจริง
สำหรับการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยนั้นได้นำหลักการดังกล่าวมาเป็นแนวทางในการประเมินของผู้เรียน ดังปรากฎในเอกสารหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ที่ระบุถึงหลักการประเมินพัฒนาการทางเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 5 ปี ว่า เป็นการประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติที่จัดให้เด็กในแต่ละวัน ทั้งนี้ให้มุ่งนำข้อมูลการประเมินมาพิจารณา ปรับปรุง วางแผนการจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาตามจุดหมายของหลักสูตร โดยยึดหลักดังนี้
1. ประเมินพัฒนาการครบทุกด้านและนำผลมาพัฒนาเด็ก
2. ประเมินเป็นรายบุคคล อย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดปี
3. สภาพการประเมินควรมีลักษณะเช่นเดียวกับการปฏิบัติกิจกรรมประจำวัน
4. ประเมินอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน เลือกใช้เครื่องมือและจดบันทึกไว้เป็น หลักฐาน
5. ประเมินตามสภาพจริงด้วยวิธีการที่หลากหลายเหมาะกับเด็ก รวมทั้งใช้แหล่งข้อมูลหลาย ๆ ด้าน
จากหลักการเกี่ยวกับการประเมินดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงวิธีการประเมินผู้เรียนที่ให้ความสำคัญต่อการประเมินอย่างรอบด้าน และเป็นการประเมินที่จัดอยู่ในกิจกรรมการเรียนการสอนตามปกติ ซึ่งวิธีนี้เรียกว่าเป็นการประเมินผู้เรียนตามสภาพจริง ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้ได้ข้อมูลของผู้เรียนตามความจริงที่ปรากฎในขณะนั้น

ความหมายและความสำคัญของการประเมินตามสภาพจริง

นักวิชาการด้านการประเมินผลได้ให้ความหมายของการประเมินตามสภาพจริงไว้ดังนี้
ศิริชัย กาญจนวาสี (2546 : 13) ให้ความหมายว่า การประเมินตามสภาพจริง (authentic assessment) เป็นกระบวนการตัดสินความรู้ ความสามารถ และทักษะต่าง ๆ ของผู้เรียนในสภาพที่สอดคล้องกับชีวิตจริง โดยใช้เรื่องราว เหตุการณ์สภาพจริง หรือคล้ายจริงที่ประสบในชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งเร้าให้ผู้เรียนตอบสนอง โดยการแสดงออก ลงมือกระทำหรือผลิต จากกระบวนการทำงานตามที่คาดหวังและผลผลิตที่มีคุณภาพจะเป็นการสะท้อนภาพเพื่อลงข้อสรุปถึงความรู้ ความสามารถและทักษะต่าง ๆ ของผู้เรียนว่ามีมากน้อยเพียงใด น่าพอใจหรือไม่ อยู่ในระดับความสำเร็จได้
สุวิมล ว่องวาณิช (2546 : 7) ให้ความเห็นว่า การประเมินนั้นจะใช้วิธีการแบบใดก็ได้แต่ต้องเชื่อว่าสิ่งที่ผู้เรียนรู้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นการประเมินจึงต้องยึดหลักการเปรียบเทียบพฤติกรรมของผู้เรียนในแต่ละช่วงเวลา การประเมินตามสภาพจริงเป็นประเภทหนึ่งของการประเมินที่ต้องการให้ผู้เรียนแสดงทักษะและสมรรถภาพ ซึ่งสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน การบูรณาการความรู้และการปฏิบัติงานต่าง ๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโลกแห่งการเป็นจริง
เอมอร จังศิริพรปกรณ์ (2546 : 162) ให้ความเห็นว่า การประเมินสภาพจริงเป็นวิธีการประเมินที่สนับสนุนการเรียนของผู้เรียนที่มีความสนใจ ความถนัดและมีพัฒนาการที่ต่างกัน ให้สามารถพัฒนาและเกิดการเรียนรู้มากที่สุด เต็มตามศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน เนื่องจากการประเมินในลักษณะนี้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกและแสดงความรู้ ความสามารถ ความรู้สึก และการประพฤติปฏิบัติได้อย่างแท้จริง
จากความหมายดังกล่าวแสดงถึง ลักษณะของการประเมินตามสภาพจริงที่เป็นการประเมินที่เป็นกระบวนการที่ใช้ประเมินผู้เรียนอย่างรอบด้านในสถานการณ์ที่ผู้เรียนได้ประสบอยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งจากการประเมินเช่นนี้จะสะท้อนให้เห็นภาพที่แท้จริงของผู้เรียนได้ และนำข้อมูลดังกล่าวไปสู่การพัฒนาผู้เรียนต่อไป

แนวคิดของการประเมินตามสภาพจริง

นักวิชาการด้านการประเมินผล และนักวิชาการด้านการเรียนการสอนได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินผลผู้เรียน ซึ่งในที่นี้ได้นำมาเป็นแนวคิดพื้นฐานในการประเมินตามสภาพจริง ดังนี้ (ศิริเนตร สุนเชื่อ. 2546 : 54, สุวิมล ว่องวาณิช. 2546 : 18 – 19) และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยเป้าหมายทางการศึกษา. 2542 : ก – 22)
1. ผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความสามารถ ซึ่งมีผลให้ผู้เรียนแต่ละคนมีวิธีเรียนที่เป็นลักษณะเฉพาะของตนเอง และเนื่องจากความแตกต่างดังกล่าว ครูจึงต้องหาวิธีที่จะให้ผู้เรียนได้ใช้ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ และแสดงออกถึงผลของการใช้ความสามารถนั้น ๆ ตามลักษณะของแต่ละคน ดังนั้นการประเมินผู้เรียนจึงต้องใช้วิธีการหลากหลายและการประเมินตามสภาพจริงอันจะให้สารสนเทศของผู้เรียนแต่ละคนได้ชัดเจนครบถ้วนและตรงตามความเป็นจริง
2. การประเมินเป็นกระบวนการที่ผสมผสานกับกระบวนการเรียนรู้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การช่วยให้เด็กมีความสามารถในการเรียนรู้เต็มตามศักยภาพ ดังนั้นการประเมิน จึงควรมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับระบบสถานศึกษา หลักสูตรและเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม การสอนและต้องให้ความสำคัญต่อการประเมินผลการเรียนรู้ทั้งก่อนเรียนระหว่างทางและหลังการเรียนเพื่อเป็นข้อมูลย้อนกลับในการพัฒนาผู้เรียนและการกำหนดกลยุทธ์ในการสอน
3. การประเมินต้องเป็นการประเมินอย่างรอบด้าน อย่างทัดเทียมกันในทุกมิติทั้งการเรียนรู้ ทักษะกระบวนการการคิดวิเคราะห์ ค่านิยมที่พึงประสงค์ โดยใช้กระบวนการที่เข้าถึงสภาวะที่แท้จริงของผู้เรียน ที่จะนำผลแห่งการเรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริงของชีวิตและสังคม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้เรียนในการประเมินนั้น
4. การประเมินเด็กปฐมวัยควรคำนึงถึงศักยภาพในการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กในทุก ๆ ด้านในแต่ละช่วงอายุ รูปแบบการเรียนรู้ พัฒนาการทางกาย การรับรู้เกี่ยวกับความรู้ทั่ว ๆ ไป ดังนั้นวิธีการประเมินเด็กปฐมวัยจึงควรออกแบบให้มีความเหมาะสมกับลักษณะดังกล่าวของเด็ก ขณะเดียวกันเด็กจะแสดงออกถึงการรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ โดยใช้วิธีการสื่อสารด้วยการแสดง ท่าทาง พฤติกรรม และการกระทำมากกว่าการพูดและการเขียน ดังนั้นการประเมินโดยใช้แบบทดสอบข้อเขียน จึงไม่ควรนำมาใช้กับเด็กวัยนี้ เนื่องจากการทดสอบดังกล่าวไม่สามารถแสดงภาวะการเรียนรู้ที่แท้จริงของเด็กได้และเด็กยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของการทดสอบ
5. การประเมินจะต้องเป็นการสะท้อนจุดประสงค์ของการเรียนรู้และจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษา โดยต้องมีการกำหนดความคาดหวังชัดเจนตั้งแต่เริ่มทำการประเมิน ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้ปกครอง และผู้เรียนต้องมีส่วนรับรู้จุดประสงค์การเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในการประเมินด้วย

หลักการประเมินตามสภาพจริง

จากแนวคิดในการประเมินดังกล่าวนำมาสู่หลักการประเมินตามสภาพจริง ดังนี้
1. การประเมินต้องประเมินผู้เรียนทั้งองค์ประกอบด้านผลผลิตว่าผู้เรียนรู้อะไร และทำอะไรได้ องค์ประกอบด้านกระบวนการ คือ ผู้เรียนมีวิธีการเรียนรู้อย่างไรและองค์ประกอบด้านความก้าวหน้าว่าผู้เรียนมีพัฒนาการจากเดิมเท่าใด
2. ผู้เรียนต้องมีส่วนร่วมในการประเมินโดยเริ่มจากการกำหนดวัตถุประสงค์ กำหนดข้อบ่งชี้และเกณฑ์และส่วนในการประเมินตนเอง
3. วิธีการประเมินตามสภาพจริงควรอยู่บนพื้นฐานของบริบทที่เด็กมีความคุ้นเคย เพื่อให้เด็กสามารถแสดงศักยภาพที่แท้จริงให้ปรากฎ
4. การประเมินตามสภาพจริงต้องเป็นกระบวนการที่ควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนการสอน และเป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อแสวงหาข้อมูลว่าผู้เรียนได้เรียนรู้อะไร และสามารถทำได้ข้อมูลที่ได้ จะช่วยให้ครูและผู้ปกครองสามารถนำไปสร้างสิ่งท้าทายใหม่ ๆ ให้แก่เด็ก หรือให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษแก่เด็กที่ยังพัฒนาได้ไม่เต็มศักยภาพ
5. การประเมินเด็กปฐมวัยจะได้จากการสังเกต การบันทึก การสอบถาม และข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้อง ดังนั้นการบันทึก การเก็บร่องรอยพฤติกรรมและการใช้ทางภาษาขณะที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ และการสะสมชิ้นงาน จะเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้ประกอบการประเมิน ดังนั้นการประเมินจึงมักใช้การปฏิบัติงานเป็นฐาน ผู้เรียนจะได้ประยุกต์ความรู้ ทักษะ มาใช้ในการปฏิบัติ การประเมินจึงอิงข้อมูลเชิงคุณภาพที่เป็นการประเมินแบบพหุมิติ จากหลักฐานที่หลากหลาย รวมทั้งจากการแสดง และจัดทำผลงานของผู้เรียน
6. การนำข้อมูลจากการประเมินไปใช้ จะนำไปใช้ใน 2 วัตถุประสงค์ คือ เพื่อสนับสนุนและพัฒนาเด็ก และเป็นการนำข้อมูลมาปรับปรุงการจัดกิจกรรม รวมทั้งเป็นแนวทางสำหรับนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายการพัฒนาเด็กและการศึกษา
7. ผู้ปกครองเป็นบุคคลสำคัญในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เรียนและเป็นผู้ที่ต้องการผลของการประเมินมากที่สุด ดังนั้นการประเมินจะต้องให้โอกาสผู้ปกครองมีส่วนร่วมด้วยและต้องมีการรายงานผลให้ผู้ปกครองทราบอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง และให้โอกาสผู้ปกครองได้นำผลการรายงานนี้ไปใช้ประโยชน์ในการสนับสนุน และพัฒนาเด็กร่วมกับสถานศึกษา

ขั้นตอนของการประเมิน

สำหรับการประเมินตามสภาพจริงนั้น มีการดำเนินการเป็นขั้นตอนเช่นเดียวกับการประเมินผลโดยทั่วไปดังนี้
1. กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายการประเมินว่าต้องการประเมินผู้เรียนด้านใดบ้างและมีจุดเน้นที่ต้องการในเรื่องใด ทั้งนี้ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับทราบหรือมีส่วนในการกำหนดวัตถุประสงค์ด้วย โดยทั่วไปแล้วการประเมินจะครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ทักษะการปฏิบัติและด้านคุณธรรมของผู้เรียน
2. กำหนดเกณฑ์ วิธีการที่จะใช้ในการประเมินเพื่อให้ได้ผลหรือข้อมูล ซึ่งผู้เรียนควรมีโอกาสได้กำหนดเกณฑ์และรับทราบเกณฑ์ของการประเมิน
3. กำหนดองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน ได้แก่ ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ครู ผู้เรียน เพื่อน เป็นต้น และกำหนดรายการพฤติกรรมที่ต้องการประเมินที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์
4. กำหนดเครื่องมือในการประเมิน ซึ่งเครื่องมือที่ใช้จะต้องมีความหลากหลายเหมาะกับผู้เรียน วัตถุประสงค์ที่ต้องการประเมิน และเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้
5. กำหนดช่วงเวลาที่ต้องการประเมิน หรือสถานการณ์ หรือสถานที่ ที่มีความสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการประเมิน เช่น การประเมินขณะทำกิจกรรม หรือการประเมินจากผลงาน หรือการประเมินในกิจกรรมหรืองานพิเศษ
6. วิเคราะห์ผลและจัดการข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือที่ไว้ประเมิน เช่น จากแบบบันทึกจากรายการของข้อมูลแบบต่าง ๆ จากแฟ้มสะสมงาน จากแบบสัมภาษณ์ เป็นต้น
7. การสรุปผลการประเมิน เป็นการสรุปผลโดยเปรียบเทียบจากเกณฑ์ที่กำหนดและ นำผลระหว่างเรียนมาประกอบ จากนั้นจึงนำผลมาใช้ในการพัฒนาผู้เรียนต่อไป

การนำผลการประเมินมาใช้

การประเมินผลผู้เรียนทำให้ผู้ประเมินได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียนและนำมาใช้ประโยชน์ ดังนี้
1. ผู้สอนได้ทราบถึงความพร้อมของผู้เรียน เมื่อเด็กได้รับการประเมินในขณะอยู่ในกระบวนการเรียนการสอน ข้อค้นพบที่ได้จากการประเมินจะบอกให้ผู้สอนทราบว่าเด็กแต่ละคนมีความพร้อมในเรื่องใด พร้อมที่จะเรียนรู้ในเรื่องใด และมีความสามารถที่จะทำอะไรได้บ้าง เพื่อนำไปสู่การจัดประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความพร้อมและความสนใจของผู้เรียน
2. การนำใช้ในการวางแผนการจัดประสบการณ์ เพื่อการจัดกิจกรรมในชั้นเรียนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ผลจากการประเมินทำให้ทราบถึงประสบการณ์เด็กที่จัดให้กับผู้เรียนว่าผู้เรียนมีการเรียนรู้ในเรื่องที่ผ่านมามากน้อยเพียงไร ข้อมูลจากการประเมินภาวะการเรียนรู้ของเด็กจะนำไปใช้เป็นฐานในการวางแผนที่สอดคล้องกับพื้นฐานของผู้เรียน และปรับปรุงในส่วนที่ยังไม่เหมาะสม
3. การนำมาใช้ในการจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับช่วงเวลาแห่งความพร้อมของ ผู้เรียน ทั้งนี้เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันในเรื่องความสามารถในการเรียนรู้และความพร้อมในการเรียนรู้ การประเมินเป็นรายบุคคลทำให้มีสารสนเทศของผู้เรียนแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไปแล้วนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับช่วงเวลาของความพร้อมทางการเรียนของผู้เรียน
4. การนำมาใช้ในการพัฒนาตนเองของผู้เรียน การประเมินตามสภาพจริงที่มีการเก็บหลักฐานชิ้นงานไว้ ทำให้ผู้เรียนได้เห็นสภาพของชิ้นงาน ทำให้เกิดความเข้าใจในตนเอง ประโยชน์จากการเห็นงานที่ทำไว้ เสมือนเป็นสิ่งเร้าทำให้เกิดเป็นแรงสนับสนุนให้ผู้เรียนได้มีการพัฒนาเพื่อความก้าวหน้าของตนเองยิ่งขึ้นกว่าเดิม
5. การประเมินตามสภาพจริงที่ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วม ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจถึงความสามารถ ความก้าวหน้าของผู้เรียน เข้าใจหลักสูตรที่ใช้ในการจัดการศึกษาในระดับนี้ ผู้ปกครองจึงมีความคาดหวังที่เหมาะสมกับตัวเด็ก
จากแนวคิดและหลักการของการประเมินตามสภาพจริงดังกล่าว เป็นแนวทางให้ผู้สอนนำมาใช้ในการประเมิน ผู้เรียนตามความเป็นจริง ข้อมูลที่ได้จะแสดงให้เห็นถึงลักษณะที่แท้จริงของผู้เรียน ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถนำมาเป็นฐานในการสนับสนุนและพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคลได้อย่างเหมาะสมต่อไป

เครื่องมือการประเมินตามสภาพจริงในระดับการศึกษาปฐมวัย

การประเมินตามสภาพจริงเป็นวิธีการประเมินที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพต่าง ๆ ของผู้เรียนที่ได้บูรณาการแล้วแสดงผ่านการปฏิบัติงาน และชิ้นงาน ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้แล้วยังเป็นการสนับสนุนการเรียนของผู้เรียนที่มีความสนใจ ความถนัดและพัฒนาการที่ต่างกันให้สามารถพัฒนาและเสนอการเรียนรู้มากที่สุดเต็มตามศักยภาพของ ผู้เรียนแต่ละคน
คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2543 : 26) ได้กล่าวถึง การประเมินผลตามสภาพจริงว่า ต้องประเมินให้ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านกระบวนการและผลงาน ความรู้ ความรู้สึก ทักษะ การแสดงออกทุกด้าน โดยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมิน ซึ่งได้แก่ การกำหนดตัวบ่งชี้และเกณฑ์ และมีส่วนในการประเมินตนเอง สำหรับเครื่องมือในการประเมินจะต้องหลากหลาย มีความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ และเกณฑ์เครื่องมือดังกล่าว ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกพฤติกรรม แบบบันทึกจากผู้เกี่ยวข้อง แฟ้มสะสมงาน เป็นต้น
ทั้งนี้ ศิริชัย สุขชีวะ (2546 : 14) ได้กล่าวถึงเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินตามสภาพจริง ซึ่งได้แก่ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบตรวจผลงาน แบบการรายงานตนเอง แบบบันทึกข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง แบบประเมินภาคปฏิบัติและแฟ้มสะสมงาน แต่ทั้งนี้การประเมินตามสภาพจริงจะเป็นกระบวนการที่เน้นการประเมินภาคปฏิบัติ โดยใช้แฟ้มสะสมงานเป็นเครื่องมือสนับสนุน ผลงานที่ปรากฎในแฟ้มสะสมงานจะทำมาใช้สะท้อนความคิด ความรู้ ความรู้สึก ความสามารถและทักษะต่าง ๆ ของผู้เรียน

วิธีการประเมินตามสภาพจริงกับเครื่องมือการประเมิน
การประเมินตามสภาพจริงนั้นจะเป็นกระบวนการที่เน้นการประเมินในการปฏิบัติ โดยใช้แฟ้มสะสมงานเป็นเครื่องมือสนับสนุน ซึ่งผลงานในแฟ้มสะสมงานจะนำมาใช้สะท้อนความ รู้สึก ความสามารถ และทักษะต่าง ๆ ของผู้เรียน ทั้งนี้ผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติและการบันทึก ข้อมูลต่าง ๆ จะเป็นข้อมูลที่เกิดจากการที่ผู้เรียนได้บูรณาการทั้งความรู้ ความคิด ความรู้สึก และทักษะแสดงออกมาปรากฎให้เห็น ดังนั้น วิธีการที่ใช้ในการประเมินกับเครื่องมือที่ใช้จึงมีความสัมพันธ์กันดังนี้

1. การประเมินภาคปฏิบัติ (performance assesment)
1.1 ความหมายของการประเมินภาคปฏิบัติ
การประเมินภาคปฏิบัติเป็นการประเมินความสามารถและทักษะในการปฏิบัติสิ่งใดสิ่งหนึ่งของผู้เรียน ภายใต้สถานการณ์และเงื่อนไขที่สอดคล้องกับสภาพจริง โดยพิจารณาจากกระบวนการทำงานและคุณภาพของผลงาน ซึ่งการแสดงออกอาจจะอยู่ในรูปของภาษาหรือไม่ใช้ภาษาก็ได้
1.2 เป้าหมายของการประเมินคุณลักษณะของผู้เรียนจากการปฏิบัติ
จากการปฏิบัติงานนี้ผู้เรียนจะได้แสดงทักษะการปฏิบัติที่เป็นผลจากการบูรณาการทั้งด้านความรู้ ความเข้าใจ ความคิด มาสู่การแก้ปัญหาในงานและแสดงออกมาเป็นผลงาน ดังนั้นการประเมินภาคปฏิบัติจึงสามารถประเมินผู้เรียนได้ 2 ลักษณะคือ
1) การประเมินกระบวนการทำงานเป็นการประเมินจากการที่ผู้เรียนได้นำงานที่ได้รับมอบหมายไปปฏิบัติให้เกิดผล ซึ่งในการปฏิบัตินี้ผู้เรียนจะแสดงขั้นตอนการปฏิบัติงาน ซึ่งผู้ประเมินจะได้เห็นกระบวนการที่ผู้เรียนได้ใช้ความรู้ ประสบการณ์ต่าง ๆ มาจัดลำดับเพื่อปฏิบัติงานการประเมินจึงเป็นการสังเกตพฤติกรรมเพื่อประเมินกระบวนการ
2) การประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาเป็นการประเมินจากผลงานที่ ผู้เรียนได้สร้างออกมาหรือจากการได้รับมอบหมายชิ้นงาน การประเมินผลงานนี้จะเป็นการประเมินความสามารถการแก้ปัญหาของผู้เรียนที่เป็นการประยุกต์ความรู้และทักษะต่าง ๆ มาปฏิบัติจนได้ ผลงาน
1.3 เกณฑ์การพิจารณาการประเมินภาคปฏิบัติ
1) ผู้เรียนต้องมีการปฏิบัติอย่างแท้จริง ทั้งนี้เกิดจากการที่ผู้สอนใช้สิ่งเร้า รูปแบบต่าง ๆ เร้าให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมการทำงาน ผู้ถูกวัดจะแสดงพฤติกรรมการทำงานโดยใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำงานแสดงให้ออกมา
2) การวัดกระบวนการปฏิบัติงานโดยผู้วัดใช้เครื่องมือในการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติงานอย่างเป็นลำดับขั้นและบันทึกเก็บเป็นข้อมูล
3) การประเมินผลงานที่ผู้ถูกวัดได้จัดทำขึ้น ทั้งนี้ผู้วัดจะต้องใช้แบบประเมิน ผลงานในด้านคุณภาพที่ปรากฎตามความจริง
4) ผลของการประเมินจะต้องบ่งบอกถึงคุณลักษณะของผู้เรียนใน 2 ด้าน คือ ด้านผลการเรียนรู้และทักษะที่แสดงออกโดยการปฏิบัติให้เห็นทั้งกระบวนการและผลงานที่เกิดขึ้น
5) การกำหนดอย่างชัดเจนว่าการประเมินผลจากการปฏิบัตินี้จะเป็นการประเมินขณะที่ผู้เรียนปฏิบัติงานเป็นรายบุคคลหรือเป็นการปฏิบัติงานร่วมกับกลุ่ม ทั้งนี้เนื่องจากมีความเกี่ยวเนื่องต่อเครื่องมือและรายการประเมินที่ต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์
6) การประเมินความเข้าใจคือผลการเรียนรู้และการประยุกต์ใช้ จากการปฏิบัติงานของผู้เรียนและผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติ ทั้งนี้ผลงานที่เป็นรูปธรรม จะสะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ความเข้าใจต่อสิ่งต่าง ๆ และแสดงออกเป็นกระบวนการในการปฏิบัติงาน การปฏิบัติงานซ้ำ ๆ จนเกิดเป็นความชำนาญจะปรากฎออกในรูปคุณภาพของผลงานที่ถูกทำขึ้นด้วยความชำนาญ ผลงานจึงเป็นผลรวมของการประยุกต์ความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์และบ่งบอกถึงคุณลักษณะด้านความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานของผู้เรียนควบคู่กันไป
1.4 เครื่องมือที่ใช้ประเมินภาคปฏิบัติ จำแนกออกตามวัตถุประสงค์ของการประเมินได้ดังนี้
1) เครื่องมือที่ใช้ประเมินกระบวนการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินกระบวนการปฏิบัติงานของผู้เรียน ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงาน ลำดับขั้นตอนการทำงาน และความถูกต้องในการปฏิบัติ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบตรวจสอบรายการ (checklist) แบบบันทึกพฤติกรรม (anecdotal record) แบบมาตรประมาณค่า (rating scale)
2) เครื่องมือที่ใช้ประเมินผลงานเป็นเครื่องมือใช้ประเมินคุณภาพของผลงานที่ ผู้ปฏิบัติงานได้สร้างขึ้น มักใช้เป็นแบบประเมินคุณภาพ ซึ่งมีคุณลักษณะเหมือนมาตรประมาณค่าที่ใช้ในการประเมินคุณภาพ
1.5 คุณภาพของเครื่องมือ การที่จะได้ข้อมูลตรงกับความเป็นจริงมากที่สุดนอกจากจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบด้านตัวผู้เรียน สภาพแวดล้อม และสถานการณ์ในสภาพปกติแล้วเครื่องมือที่จะใช้ประเมิน ต้องเป็นเครื่องมือที่มีคุณภาพ สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างรอบด้าน และมีความแม่นยำ มีเกณฑ์การตัดสินที่เหมาะสม คุณภาพของเครื่องมือมีคุณสมบัติดังนี้
1) ความตรง (validity) หมายถึงคุณสมบัติของเครื่องมือที่สามารถวัดได้ในสิ่งที่ต้องการ
2) ความเที่ยง (reliability) หมายถึง คุณสมบัติของเครื่องมือที่มีความคงเส้นคงวาที่บ่งบอกถึงลักษณะของบุคคลที่ถูกประเมินได้คงที่ในการวัดไม่ว่าจะวัดในเวลาใด
จากการประเมินภาคปฏิบัติ ผู้สอนสามารถเก็บผลการประเมินที่ได้นำมาเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงคุณลักษณะของผู้เรียน โดยเฉพาะด้านความสามารถ ความชำนาญในการปฏิบัติสิ่ง ต่าง ๆ

2. แฟ้มสะสมงาน (portfolio)
2.1 ความหมายของแฟ้มสะสมงาน
แฟ้มสะสมงานเป็นแหล่งรวมข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับลักษณะต่าง ๆ ของผู้เรียน เนื่องจากแฟ้มสะสมงานจะเป็นการสะสมผลงานที่เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกชิ้นงาน โดยมีเกณฑ์หรือเหตุผลของการเลือกงานแต่ละชิ้น ชิ้นงานเหล่านี้จะนำมาใช้แสดงให้ถึงความพยายามของ ผู้เรียนที่แสดงถึงความก้าวหน้า หรือความสามารถของผู้เรียน ทั้งนี้ลักษณะของการประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมงานสามารถทำได้ 2 แบบ คือ (1) แฟ้มสะสมผลงานยอดเยี่ยม (2) แฟ้มผลงานรายงานพัฒนาการและความก้าวหน้า การประเมินจะประเมินโดยพิจารณาผลงานในแฟ้ม ประกอบกับบันทึกที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นผลงานในแฟ้มนอกจากจะให้สารสนเทศเกี่ยวกับผู้เรียนแล้วยังสะท้อนให้เห็นกระบวนการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นตามสภาพจริงของผู้เรียนอีกด้วย (สุวิมล ว่องวานิช. 2546 : 71 และ สุจินดา ขจรรุ่งศิลป์. 2543 : 100)
2.2 ชนิดของแฟ้มสะสมงาน
แฟ้มสะสมงานสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 ชนิด ตามวัตถุประสงค์ของการประเมินดังนี้
1) แฟ้มสะสมงานยอดเยี่ยม เป็นการสะสมงานที่ผู้เรียนเลือกเก็บ โดยเป็น ผลงานขั้นสุดท้ายที่ดีที่สุดเท่านั้น ซึ่งจะนำมาใช้สำหรับการประเมินผลสรุปรวม
2) แฟ้มสะสมงานรายงานความก้าวหน้า เป็นการสะสมงานที่เก็บเป็นระยะ เพื่อแสดงความก้าวหน้าของผู้เรียนโดยไม่เน้นผลงานสุดท้ายของผู้เรียน การประเมินจะประเมินจาก ชิ้นงานที่ต่อเนื่องจากชิ้นงานที่ทำในระยะแรก งานที่ทำในช่วงกลางและงานที่ทำในช่วงท้าย ๆ เพื่อรายงานความก้าวหน้าด้านการเรียนรู้ ความสามารถในการคิด ทั้งนี้เพื่อนำผลไปพัฒนาแนวทางการเรียนรู้ของผู้เรียนต่อไป นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นพัฒนาการของผู้เรียนที่แสดงให้เห็นตามลำดับความต่อเนื่องของเวลา
2.3 หลักการประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมงาน
1) การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมงาน มีหลักการในการเก็บข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้ประเมินและผู้ถูกประเมิน ดังนั้นการคัดเลือกชิ้นงานเพื่อจัดเก็บในแฟ้มจึงต้องเป็นการคัดเลือกโดยผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติ โดยการตัดสินใจเลือกชิ้นงานเพื่อสะสม และมีความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย
2) การจัดระบบการเก็บรวบรวมข้อมูลสารสนเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อการวิเคราะห์ เพื่อให้ได้ข้อมูลตรงกับสภาพจริง จึงต้องมีการวางแผนโดยเริ่มต้นจากการกำหนด วัตถุประสงค์ของแฟ้มสะสมงาน ทั้งนี้เพื่อกำหนดเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน เช่น ถ้าเป็นแฟ้มสะสมงานยอดเยี่ยมจะมีการประเมินโดยใช้แบบวิเคราะห์คุณภาพงานโดยมีเกณฑ์ในการพิจารณาคุณภาพเพื่อตัดสิน ถ้าเป็นแฟ้มสะสมงานเพื่อรายงานความก้าวหน้าจะใช้เครื่องมือที่เป็นแบบสังเกต แบบบันทึก แบบรายงานตนเอง แบบตรวจสอบรายการ แบบมาตรประมาณค่า ฯลฯ ดังนั้นการกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนจะทำให้ผู้เรียนสามารถจัดเก็บผลงานได้ตรงตามวัตถุประสงค์
3) การกำหนดระบบของแฟ้มควรดำเนินการให้เป็นหมวดหมู่ตามวัตถุประสงค์และกำหนดกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์นั้น และมีการกำหนดแนวทางการประเมินและการวิเคราะห์ที่สอดคล้องกัน
4) นอกเหนือจากชิ้นงานที่ผู้เรียนได้เลือกสะสมจะมีการเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับชิ้นงานนั้น ๆ ได้แก่ บันทึกของครูและผู้ปกครอง หรือจากผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการวิเคราะห์ผู้เรียนจากผลงานที่เก็บตามแนวทางการประเมินที่กำหนดไว้ เช่น แบบบันทึกที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตพิสัย และทักษะความสามารถต่าง ๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการแต่ละด้านของผู้เรียน
5) การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมงาน เป็นการประเมินที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ความสามารถและทักษะต่าง ๆ ให้กับผู้เรียน และช่วยพัฒนาความสามารถในการประเมินตนเองจากการประเมินค่าผลงาน ทำให้รู้จักและเข้าใจตนเอง อันจะนำไปสู่การพยายามที่จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการที่ให้ผู้เรียนได้มีการสะท้อนผลงานของตนเองในลักษณะของการรายงานตนเองพร้อมกับข้อมูลอื่นที่สะท้อนถึงผู้เรียนโดยผู้ที่เกี่ยวข้องจะทำให้ผู้เรียนได้รับการสนับสนุนและกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักและรับรู้ในการเรียนรู้และพยายามปรับปรุงผลงานของ ตนเองให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่งผลต่อการสร้างเจตคติที่ดีในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องให้กับผู้เรียน
2.4 วิธีการดำเนินการและระบบการจัดเก็บข้อมูลในแฟ้มสะสมงาน
1) กำหนดวัตถุประสงค์ของแฟ้มสะสมงานว่าจะเป็นแฟ้มผลงานยอดเยี่ยมหรือแฟ้มรายงานความก้าวหน้า
2) กำหนดขอบข่ายของการจัดเก็บเป็นประเภทของชิ้นงานที่สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์
3) ทำความเข้าใจกับผู้เรียนและผู้ปกครองเกี่ยวกับการเลือกชิ้นงาน ดังนั้นนอกจากผู้เรียนจะเป็นผู้ที่เลือกชิ้นงานด้วยตนเองแล้วผู้ปกครองจะมีโอกาสมีส่วนร่วมในการเลือกชิ้นงานเพื่อเก็บเข้าแฟ้มด้วย
4) กำหนดเครื่องมือการประเมินและการวิเคราะห์งานและเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ทั้งที่ผู้เรียนจะต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดเกณฑ์ด้วย ทั้งนี้เกณฑ์ดังกล่าวจะนำมาใช้ตัดสินคุณภาพของงานและแสดงความก้าวหน้าของผู้เรียน
5) เมื่อมีการสะสมงาน ผู้เรียนและผู้เกี่ยวข้องจะมีส่วนร่วมกันวิเคราะห์ผลงานและบันทึกเก็บเป็นข้อมูลโดยเครื่องมือต่าง ๆ และมีการรวบรวมบันทึกมาวิเคราะห์เพื่อสะท้อนถึงลักษณะของผู้เรียน
6) การให้ผลป้อนกลับจากการวัดและประเมิน ซึ่งหลังจากมีการประเมินซึ่งได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้สอนจะต้องให้ผลการประเมินกลับแก่ผู้เรียนโดยเร็ว ซึ่งทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และนำไปปรับปรุงตนเอง ทั้งนี้ผลป้อนกลับจะต้องชัดเจนโดยใช้ข้อมูลหลายฝ่ายมาสะท้อนเพื่อให้ได้ข้อมูลตรงความเป็นจริงที่สุด
2.5 เครื่องมือที่ใช้ประกอบการประเมินโดยแฟ้มสะสมงาน
เครื่องมือที่ใช้ประกอบการประเมินโดยแฟ้มสะสมงาน จะมีลักษณะเหมือนกับการประเมินผลโดยวิธีอื่น ๆ คือ ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ โดยต้องกำหนดให้ ชัดเจนว่าต้องการรู้เรื่องใดของผู้เรียน ถ้าสิ่งที่ต้องการประเมินมีลักษณะเป็นนามธรรม จะต้องให้คำนิยามเชิงปฏิบัติการของลักษณะดังกล่าวให้ชัดเจน แล้วจึงกำหนดตัวบ่งชี้ที่ตรงกับนิยามนั้น ๆ ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลตรงกับที่ต้องการ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อใช้ประกอบการประเมินโดยแฟ้มสะสมงานมีดังนี้
1) แบบสังเกตชนิดตรวจสอบรายการ (checklist) เป็นเครื่องมือที่ใช้ประกอบการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติตามรายการที่แสดงไว้ ทั้งนี้รายการที่กำหนดไว้ในแบบสังเกตนี้จะต้องแสดงถึงรายละเอียดของสิ่งที่จะสังเกตอย่างเป็นรูปธรรม และมักจะใช้ในการสังเกต พฤติกรรมการปฏิบัติที่แสดงถึงพฤติกรรมที่ต้องการหรือคุณลักษณะของผู้เรียนในประเด็นที่กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ เช่น พฤติกรรมด้านความรับผิดชอบต่อตนเอง ในรายการของแบบบันทึกจะต้องแสดงถึงพฤติกรรมของความรับผิดชอบที่เป็นรูปธรรมและครอบคลุมความหมายตามที่นิยามไว้อย่างครบถ้วน และต้องอยู่ในขอบเขตของความสามารถตามวัยของผู้เรียน
แบบตรวจสอบรายการที่นำมาใช้ในการประเมิน ได้แก่ แบบสังเกต พฤติกรรมที่แสดงคุณลักษณะต่าง ๆ ของผู้เรียน แบบวัดความรู้สึกของผู้เรียนต่อสถานการณ์ต่าง ๆ และแบบประเมินทักษะการปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ เช่นกัน

2) แบบรายงานตนเอง (self – report) เป็นเครื่องมือที่ให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดความรู้สึกของตนเองต่อสิ่งเร้าที่ได้สัมผัส ซึ่งอาจจะเป็นคำถามหรือรูปแบบสถานการณ์ต่าง ๆ หรือผลงานของงาน โดยให้ผู้เรียนตอบตามความเป็นจริงที่รู้สึก คำถามที่ถามอาจอยู่ในรูปของ คำถามที่ให้เลือกแบบจากคำตอบที่จัดไว้หรือตอบคำถามปลายเปิด แบบรายงานตนเองนี้ทำให้ เข้าใจความคิด ความรู้สึกของผู้เรียนที่มีต่อตนเอง โดยผ่านคำถามต่าง ๆ ผลจากการรายงานตนเองจะนำไปสู่การช่วยให้ผู้เรียนรู้จักตนเองและเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้ผู้เรียนพยายามพัฒนาตนเอง การประเมินผู้เรียนจากแบบรายงานตนเองนี้จะใช้ควบคู่กันแบบสังเกตของผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วย เช่น แบบสังเกตพฤติกรรมของครู แบบสังเกตพฤติกรรมโดยผู้ปกครอง แบบสัมภาษณ์ผู้ปกครอง เป็นต้น

ตัวอย่าง แบบสะท้อนตนเองเกี่ยวข้องพฤติกรรมด้านการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัย
คำสั่ง : ให้นักเรียน X ทับหน้าที่ตรงกับความสามารถของนักเรียน

ภาพเด็กแต่งตัวเอง ภาพเด็กรับประทานอาหารเอง

ภาพเด็กดื่มน้ำจากแก้ว ภาพเด็กแปรงฟัน
3) แบบสังเกตชนิดมาตรประมาณค่า (rating scale) เป็นเครื่องมือที่ใช้ประกอบการสังเกตพฤติกรรมตามรายการที่แสดงไว้เช่นเดียวกับแบบสังเกตแบบตรวจสอบรายการ แต่มีการตัดสินใจเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมของผู้เรียนเป็นระดับตามความสามารถที่แสดงออกจริง แบบสังเกตแบบนี้จะใช้ในการประเมินพฤติกรรมด้านความสามารถ ทักษะต่าง ๆ และการปฏิบัติงานและการประเมินคุณภาพผลงาน

ตัวอย่าง แบบประเมินความสามารถในการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครอง
คำถาม : ท่านคิดว่าบุตรหลานของท่านมีความสามารถในการช่วยเหลือตนเองต่อไปนี้อย่างไร
โปรดใส่เครื่องหมาย ลงในช่องข้อมูลที่ตรงกับความรู้สึกของท่าน

4) แบบบันทึก (record) เป็นการบันทึกข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่างไม่เป็นทางการ การบันทึกนี้จะต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า ว่าจะสังเกตพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงคุณลักษณะใดของผู้เรียน แต่จะไม่กำหนดรายการพฤติกรรมไว้ ผู้บันทึกพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ โดยจดบันทึกตามสภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยไม่มีการตีความจากนั้นจึงมีการแยกการเขียนผลการตีความหลังการสังเกต แบบบันทึกนี้เป็นเครื่องมือที่ประกอบด้วยรายละเอียดของผู้ถูกสังเกต วัน เวลา สถานที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การแปลความหมาย และข้อมูลอื่น ๆ (ถ้ามี) แบบบันทึกนี้จะใช้ประกอบการประเมินคุณคุลักษณะของผู้เรียนร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ
5) แบบสัมภาษณ์ (interview) เป็นการประเมินโดยการพูดคุยระหว่างผู้สัมภาษณ์และผู้รับการสัมภาษณ์ ทั้งนี้จะต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ผู้สัมภาษณ์จะต้องมีการตั้งวัตถุประสงค์การสัมภาษณ์และกำหนดวัตถุประสงค์การสัมภาษณ์ตามวัตถุประสงค์ท่ต้องการ การสัมภาษณ์มี 2 แบบ คือการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เป็นการเตรียมข้อคำถามต่าง ๆ ไว้แล้ว ล่วงหน้า และดำเนินการสัมภาษณ์ตามคำถามที่กำหนดไว้ ส่วนอีกแบบหนึ่งคือแบบสัมภาษณ์ชนิดไม่มีโครงสร้างเป็นแบบสัมภาษณ์ที่กำหนดเฉพาะประเด็นที่ต้องการแต่ไม่ได้กำหนดรายการคำถามไว้ การสัมภาษณ์นี้เป็นการประเมินจากการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความรู้สึก ความคิด เจตคติ และรายงานความคิดเห็นต่อผลงานหรือพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้เรียน
เครื่องมือดังที่กล่าวมาเป็นเครื่องมือที่ใช้ประกอบการประเมินตามสภาพจริงที่ทำให้ได้สารสนเทศของผู้เรียนทั้งด้านพัฒนาการ ด้านความรู้ความสามารถและทักษะต่าง ๆ ในสภาพที่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งข้อมูลที่ได้จะต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของหลายฝ่ายทั้งตัวผู้เรียน ครู ผู้ปกครอง ผลจากการประเมินจะทำให้ได้สารสนเทศสำหรับนำไปใช้พัฒนาผู้เรียนต่อไป

การรายงานผลการประเมินตามสภาพจริง

ศาสตราจารย์อุทุมพร จามรมาน (2546 : 329) อธิบายว่า การรายงานผลการเรียนรู้ของ ผู้เรียนเป็นการสื่อสารระหว่างครู นักเรียน ผู้ปกครอง สถานศึกษาและสังคม กล่าวคือ การรายงานผลการเรียนรู้เป็นการแสดงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยครูที่ทำกับผู้เรียนและตรวจสอบ ผลการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนว่ามีมากน้อยเพียงใด เรื่องอะไร และ/หรือมีพัฒนาการด้านใดบ้าง มีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขเรื่องอะไร และมีจุดแข็งที่ต้องเสริมให้เต็มศักยภาพในเรื่องอะไรบ้าง
ทั้งนี้การรายงานผลการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับกระบวนการจัดการศึกษาตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 นั้นระบุว่า การประเมินผลจะต้องใช้เป็นสารสนเทศสำหรับติดตาม กำกับ สนับสนุน และพัฒนาการเรียนรู้ พัฒนาการเรียนการสอน และคุณภาพการศึกษา ส่วน ศิริเดช สุขชีวะ (2546 : 60) ได้ระบุว่าการรายงานผลเป็นวิธีการตามหลักการประเมิน คือเมื่อประเมินแล้วผู้สอนต้องให้ผลป้อนกลับแก่ผู้เรียนโดยเร็ว (immediate feedback) ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และปรับปรุงตัวได้ดีกว่าการให้ผลป้อนกลับที่ล่าช้า และต้องเป็นผลป้อนกลับที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้เรียนแต่ละคน
ดังนั้นการรายงานผลการประเมินจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการศึกษาและ ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของการจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ที่ต้องการพัฒนาผู้เรียนให้ได้มีการพัฒนาทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณธรรม

ประโยชน์ของการรายงานผลการประเมิน

การรายงานผลการประเมินนี้จะมีความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้เกี่ยวข้องในการนำผลการประเมินไปใช้ประโยชน์หลายฝ่าย ได้แก่ ผู้เรียน ผู้ปกครอง ครู และผู้บริหาร ซึ่งแต่ละฝ่ายจะมีการนำผลจากการรายงานไปใช้ดังนี้
1. ผู้เรียน เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำรายงานผลไปใช้มากที่สุด เริ่มจากการได้รู้จัก ตนเอง ทำให้รู้คือความสามารถของตนเอง รู้ถึงความก้าวหน้าของตนเอง รู้จุดอ่อนจุดแข็งและนำไปสู่การพัฒนาตนเอง แต่เนื่องจากเด็กปฐมวัยยังมีขีดจำกัดในด้านการรับรู้ การพัฒนาตนเองจึงต้องเกิดจากการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ ที่นำรายงานผลของผู้เรียนมาอธิบายและร่วมมือกับผู้เรียนให้มีการพัฒนาตนเองให้เต็มตามศักยภาพ
2. ผู้ปกครอง เป็นกลุ่มที่ต้องการรับทราบรายงานผลการประเมินและพัฒนาการของเด็กอย่างยิ่ง ทั้งนี้จากการรายงานผล จะทำให้ผู้ปกครองเข้าใจถึงลักษณะของการจัดการเรียนการสอนในระดับปฐมวัยศึกษา ลักษณะของเด็ก รู้จุดอ่อน จุดแข็ง เพื่อนำไปสู่การสนับสนุน ส่งเสริม หรือช่วยเหลือเด็กต่อไป ในวิธีที่เหมาะสม
3. ครู เป็นบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการนำรายงานผลการประเมินของเด็กแต่ละคน ไปใช้ในการทำความเข้าใจ รู้จักเด็กเป็นรายบุคคล ทำให้เข้าใจถึงจุดอ่อน จุดแข็งของผู้เรียน นำสารสนเทศที่ได้มาสู่การวางแผนการสอน การสนับสนุนเด็กเป็นรายบุคคล การจัดกิจกรรมและประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความรู้ความสามารถของผู้เรียน นอกจากนี้ยังนำมาสู่การประเมิน หลักสูตร และการพัฒนาปรับปรุงการทำงานของตนเอง พร้อมทั้งการเป็นข้อมูล ได้แก่ สถานศึกษา เพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนโดยภาพรวม
4. ผู้บริหาร เป็นผู้นำรายงานผลการประเมินมาใช้เพื่อประเมินการดำเนินการของสถานศึกษา เพื่อนำไปสู่แนวทางปรับปรุงพัฒนางาน และการวางแผน การกำหนดนโยบายของสถานศึกษา และเป็นข้อมูลสำหรับหน่วยงานในระดับนโยบายของประเทศ เพื่อการวางแผนพัฒนาการศึกษาในระดับกว้างต่อไป

ลักษณะของผลการประเมินที่นำมาสู่การรายงาน

การรายงานผลการประเมินจำแนกเป็น 2 แบบ คือ การรายงานผลการประเมินตามจุดหมายการจัดการศึกษาปฐมวัย และการรายงานผลการประเมินตามคุณลักษณะตามวัยและประสบการณ์สำคัญ ซึ่งมีลักษณะดังนี้
1. การรายงานผลการประเมินตามจุดหมายการจัดการศึกษาปฐมวัย เป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ทั้งนี้เนื่องจากสถานศึกษาได้จัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และมีการกำหนดตัวบ่งชี้และสภาพที่พึงประสงค์โดยยึดมาตรฐานในจุดหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 เป็นหลัก และกำหนดตัวบ่งชี้และสภาพที่พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัย ในแต่ละช่วงอายุ จากนั้นสถานศึกษาจะจัดประเมินผู้เรียนตามตัวบ่งชี้ที่กำหนดไว้ในแบบประเมินที่สถานศึกษาได้ทำไว้ในลักษณะต่าง ๆ เช่น แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ชิ้นงาน เป็นต้น แล้วนำมาประมวลเป็นผลการประเมินตามจุดหมายของหลักสูตรแต่ละข้อ
2. การรายงานผลการประเมินตามคุณลักษณะตามวัยและประสบการณ์สำคัญ ทั้งนี้ในหลักสูตรสถานศึกษาได้นำคุณลักษณะตามวัยและประสบการณ์สำคัญจากหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมาเป็นแนวทางในการวางแผนการจัดประสบการณ์ให้สอดคล้อง ความสนใจ ความต้องการ และความสามารถของผู้เรียน จากการดำเนินการจัดกิจกรรมตามแผนที่กำหนดไว้ ผู้เรียนจะได้รับการประเมินทั้งก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน ตามแผนการจัดประสบการณ์แต่ละครั้ง แหล่งข้อมูลที่ได้จะได้มาจากแบบประเมินชนิดต่าง ๆ และจากการปฏิบัติ และแฟ้มสะสมงาน
ทั้งนี้การรายงานผลการประเมินทั้ง 2 แบบ จะแสดงให้เห็นถึงสัมฤทธิ์ผลของผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่ครอบคลุมความเจริญงอกงามของผู้เรียนใน 3 ด้านคือ
มาตรฐานด้านความรู้ ที่ผู้เรียนควรรู้ที่กำหนดไว้ในสาระที่ควรเรียนรู้ และประสบการณ์สำคัญ
มาตรฐานด้านทักษะ/กระบวนการ และวิธีการแสวงหาความรู้ เป็นมาตรฐานที่ผู้เรียนสามารถกระทำได้ตามคุณลักษณะ ตามวัย และตามจุดหมายของหลักสูตร
มาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม เป็นมาตรฐานด้านลักษณะนิสัยที่ต้องพัฒนาปลูกฝังให้ผู้เรียนตามคุณลักษณะตามวัย และจุดหมายของหลักสูตร

วิธีการรายงานผลการประเมิน

การรายงานผลการประเมินเป็นการนำเสนอผลของการประเมิน และสารสนเทศของ ผู้เรียนทั้งด้านความรู้ ความสามารถ พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ที่เก็บผลมาจากเครื่องมือที่ใช้ ประเมินผู้เรียน ทั้งการประเมินความรู้ ความสามารถ พฤติกรรมการเรียน คุณลักษณะของ ผู้เรียน และผลงานในการเรียนของผู้เรียนและข้อมูลพัฒนาการด้านอื่น ๆ การรายงานผลการเรียนรู้นั้นมีวิธีรายงานดังนี้
1. การรายงานในลักษณะเป็นตัวเลข ตัวอักษร คำหรือข้อความแทนระดับความรู้ความสามารถ หรือข้อความแทนระดับความรู้ความสามารถ หรือรายงานเป็นแผนสถิติ (graph) และเส้นพัฒนาการ (profile) ซึ่งแปลงข้อมูลมาจากตัวเลข การแสดงภาพแผนภูมิหรือการใช้ข้อความบรรยายพฤติกรรมหรือลักษณะที่สังเกตและบันทึกไว้ แสดงเป็นภาพรวม หรือจากแบบประเมินที่ใช้ประเมินคุณภาพของการปฏิบัติและการประเมินคุณภาพผลงาน
ทั้งนี้เนื่องจากการประเมินในระดับปฐมวัยศึกษา เป็นการประเมินตามสภาพจริง และเน้นการประเมินจากการปฏิบัติ ดังนั้น ผลการประเมินจะปรากฎอยู่ในรูปแบบของสารสนเทศทั้งที่เป็นแบบบันทึก ภาพแผนภูมิ เส้นพัฒนาการ แบบรายงานต่าง ๆ รวมทั้งรูปภาพ ภาพถ่าย ผลงาน แฟ้มสะสมงาน มาสรุปเป็นแบบรายงานลงในเอกสารหลักฐานในแบบฟอร์มที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด หรือเอกสารที่สถานศึกษาดำเนินการเอง ได้แก่
1.1 แบบแสดงผลการพัฒนาคุณลักษณะพึงประสงค์ ที่เป็นเอกสารแสดงพัฒนาการ หรือคุณลักษณะที่พึงประสงค์แต่ละรายการ ที่นำมาจากแบบบันทึกและผลการประเมินที่ทำไว้อย่างต่อเนื่อง
1.2 แบบแสดงผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนรายบุคคล เป็นแบบรายงานผลที่มีการบันทึกข้อมูลส่วนตัวของผู้เรียน เวลาเรียน ผลการประเมินตามมาตรฐานการเรียนรู้ ผลงานหรือความสำเร็จที่ดีเด่น ความเห็นของสถานศึกษาและผู้ปกครอง รายการคุณลักษณะที่พึงประสงค์และผลการประเมินที่แสดงในรูปของเส้นพัฒนาการ หรือข้อความสรุปสภาพคุณลักษณะที่พึงประสงค์ รายการกิจกรรมและผลการทำกิจกรรม และข้อมูลอื่น ๆ ที่สมควรนำมาบันทึกเพิ่มเติม
การรายงานในแบบดังที่กล่าวมา จะรายงานในรูปของเอกสารรายงานผลที่สถานศึกษาจัดทำขึ้นเพื่อรายงานต่อสถานศึกษา ต่อผู้ปกครอง และมอบต่อให้ครูในชั้นเรียนต่อไปของผู้เรียน
2. การรายงานในรูปของการประชุม ได้แก่ การจัดประชุมผู้ปกครองและครูที่เป็นกระบวนการที่มีเป้าประสงค์ให้ผลการประเมินได้รับการรับรู้ และตระหนักในความสำคัญทั้ง ผู้ปกครองและตัวผู้เรียน อันจะนำไปสู่การใช้ผลการประเมินในการพัฒนาผู้เรียนได้อย่างสูงสุด ขั้นตอนในการจัดประชุมผู้ปกครอง และครู เพื่อรายงานผลมีดังนี้ (ศิริเดช สุชีวะ. 2546 : 62)
2.1 วางแผนการประชุมที่มีเป้าหมายในการแจ้งความก้าวหน้าของผู้เรียนให้ ผู้ปกครองทราบ และการรับทราบข้อมูลจากผู้ปกครอง เพื่อร่วมกันส่งเสริม พัฒนา หรือช่วยเหลือเด็ก ทั้งนี้ ครูจะต้องเตรียมข้อมูลของเด็กแต่ละคนเป็นอย่างดี
2.2 เริ่มการประชุมด้วยท่าทีที่เป็นบวก โดยการสนทนาถึงผู้เรียนแต่ละคนเป็นทาง ที่ดี ซึ่งจะเป็นการสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร และร่วมมือกัน
2.3 นำเสนอจุดแข็งของผู้เรียนก่อนแจ้งสิ่งที่ควรจะต้องปรับปรุง ซึ่งการเสนอข้อมูลแต่ละเรื่องจะต้องมีตัวอย่างของผลงาน หรือแบบแสดงข้อมูลพฤติกรรมประกอบสนับสนุน
2.4 สนับสนุนให้ผู้ปกครองแบ่งปันข้อมูล โดยให้โอกาสผู้ปกครองได้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ได้ซักถามเกี่ยวกับสถานศึกษา หรือข้อสงสัยต่าง ๆ และสนทนาไปสู่การความร่วมมือระหว่างกัน
2.5 วางแผนปฏิบัติงานร่วมกัน โดยใช้ความร่วมมือและวางขั้นตอนในการ ช่วยเหลือผู้เรียนซึ่งจะอยู่ในตอนท้ายของการประชุม
2.6 ปิดการประชุมด้วยการวิจารณ์ทางบวก เมื่อจะปิดการประชุมจะกล่าวขอบคุณ ผู้ปกครอง และกล่าวถึงผู้เรียนแต่ละคนในทางบวก
2.7 ใช้ทักษะทางมนุษยสัมพันธ์ที่ดีในการประชุม และพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครู – ผู้ปกครอง และผู้ปกครองกับผู้ปกครอง
3. การรายงานผลการประเมินแก่สาธารณชน ได้แก่ การเปิดห้องเรียน และจัดแสดง ผลงาน หรือนิทรรศการ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้เรียนกับครู ร่วมกันเสนอสารสนเทศ แสดงถึงผลการเรียนรู้ การพัฒนาความสามารถ แสดงความก้าวหน้าของผู้เรียนแต่ละคน และแสดงผลงาน มีการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมชมได้แสดงความคิดเห็นต่อการแสดงสารนิทัศน์ของผู้เรียน
การรายงานผลการประเมินมีเป้าหมายอยู่ 2 ประการ คือ การรายงานถึงพัฒนาการและความก้าวหน้าของผู้เรียน ทำให้มีสารสนเทศของผู้เรียนแต่ละคน อีกประการหนึ่ง เป็นการแสดงให้เห็นถึงผลการปฏิบัติงานของครู และสถานศึกษาที่ดำเนินการจัดการศึกษาและนำผลที่ได้ไปสู่การกำหนดแนวทาง หรือจัดกิจกรรมที่มีความเหมาะสมต่อไป

เอกสารอ้างอิง

กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพมหานคร. โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
ณัฏฐภรณ์ หลาวทอง. (2546). “การประเมินจิตพิสัย” ใน การประเมินผลการเรียนรู้แนวใหม่. กรุงเทพมหานคร. โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศิริชัย กาญจนวาสี. (2546). “นโยบายการประเมินผลการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่ง ชาติ” ใน การประเมินผลการเรียนรู้แนวใหม่. กรุงเทพมหานคร. โรงพิมพ์แห่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศิริเดช สุชีวะ. (2546). “หลักการประเมินการเรียนรู้” ใน การประเมินผลการเรียนรู้แนวใหม่. กรุงเทพมหานคร. โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุวิมล ว่องวาณิช. (2546). “การประเมินการปฏิบัติงาน” ใน การประเมินผลการเรียนรู้แนวใหม่. กรุงเทพมหานคร. โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เอมอร จังศิริพรปกรณ์. (2546). “การประเมินผลการเรียนรู้” ใน การประเมินผลการเรียนรู้แนวใหม่. กรุงเทพมหานคร. โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อุทุมพร จามรมาน. (2546). “การรายงานผลการเรียนรู้ของนักเรียน” ใน การประเมินผลการเรียนรู้ แนวใหม่. กรุงเทพมหานคร. โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Comments:

Post a comment

PNRU
Ewery