การจัดประสบกาณ์เพื่อพัฒนาคุณธรรมพื้นฐานเด็กปฐมวัย
Filed Under (บทความเชิงวิชาการ) by wattana on 15-12-2009
การจัดประสบกาณ์เพื่อพัฒนาคุณธรรมพื้นฐานเด็กปฐมวัย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์วัฒนา ปุญญฤทธิ์
ธันวาคม 2552
……………….

กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศนโยบายเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา โดยยึดคุณธรรมนำความรู้สร้างความตระหนัก สำนึกในคุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความสมานฉันท์ สันติวิธี วิถีประชาธิปไตย โดยกำหนดคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ เพื่อเร่งปลูกฝังให้เกิดในเยาวชน ให้พัฒนาไปสู่การเป็นบุคคลที่มีคุณธรรม อยู่ร่วมกันอย่างสงบ สันติ และมีความสุข ในสังคมแห่งความพอเพียง
คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการดังกล่าว ได้แก่ความขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี มีน้ำใจ ซึ่งคุณธรรมดังกล่าวนี้ สามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระยะปฐมวัย โดยการอบรม สอนให้ทำ นำให้ดู สู่การฝึกหัด ปฏิบัติจนเกิดเป็นลักษณะนิสัย และเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีคุณธรรมประจำใจ
คุณธรรมพื้นฐาน ความหมายและตัวบ่งชี้
การพัฒนาคุณธรรมให้กับเด็กปฐมวัยนั้น ควรเริ่มตั้งแต่ทำการความเข้าใจถึงความหมายของคุณธรรมแต่ละด้านว่า หมายความว่าอย่างไร มีขอบเขตเพียงใดในเด็กปฐมวัย และพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความมีคุณธรรมนั้นๆ มีลักษณะเช่นใด ในที่นี้จะขอเสนอความหมายของคุณธรรมและขอบเขตที่พอเหมาะกับเด็กปฐมวัยและพฤติกรรมที่แสดงถึงคุณธรรมนั้นๆ ดังนี้
|
คุณธรรมพื้นฐาน |
ความหมาย / พฤติกรรม |
ตัวบ่งชี้ในเด็กปฐมวัย |
|
1. ขยัน
|
- มีความตั้งใจทำหน้าที่อย่างจริงจังในเรื่องที่ถูกที่ควร ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ - สู้งาน - มีความพยายาม อดทน ไม่ท้อถอย - กล้าเผชิญอุปสรรค - รักงานที่ทำ |
- ตั้งใจปฏิบัติงานทั้งของตนและตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย - ทำงานต่อเนื่องจนแล้วเสร็จ - มีความพยายามทำงานแม้เผชิญอุปสรรค - อาสาทำงานต่างๆ - แสดงความพอใจในสิ่งที่ทำ |
|
2. ประหยัด |
- ดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย - ถนอมใช้ทรัพย์สินสิ่งของอย่างคุ้มค่า - คิดก่อนใช้ คิดก่อนซื้อ - รู้จักอดออม - รู้จักทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตนอยู่เสมอ
|
- กินอยู่ง่ายไม่จู้จี้หรือมีเงื่อนไขมาก - ใช้สิ่งของทั้งของส่วนตัวและของส่วนรวมอย่างถนุถนอม - ใช้สิ่งของ ของเล่น ของใช้อย่างคุ้มค่า - ไม่เรียกร้องของใหม่หากมีของเก่าที่ยังใช้ได้ดี - ใช้น้ำ ไฟอย่างประหยัดเท่าที่จำเป็น - ใช้สิ่งของที่มีอยู่ทดแทนในกรณีที่ไม่มี โดยไม่ต้องซื้อหาของใหม่ |
|
3. ซื่อสัตย์ |
- ประพฤติตรงต่อหน้าที่ - ตรงต่อเวลา - ไม่ใช้เล่ห์กลคดโกงทั้งทางตรงและทางอ้อม - รู้จักหน้าที่ของตนและปฏิบัติอย่างเต็มที่ถูกต้อง |
- ตรงต่อเวลา - ปฏิบัติตามสิ่งที่ตกลงไว้ - ไม่พูดปด - ยอมรับผิดเมื่อทำผิด - ไม่นำสิ่งของหรือผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน - ทำตามหน้าที่อย่างถูกต้อง |
|
4. มีวินัย |
- ปฏิบัติตนในขอบเขต กฎ ระเบียบต่างๆอย่างเต็มใจและตั้งใจ |
- ปฏิบัติตนในชีวิตประจำวันตามข้อตกลง ระเบียบ - ยอกมรับและปฏิบัติตามข้อปฏิบัติของสังคม - เคารพกติกา มารยาท
|
คุณธรรมพื้นฐานกับพฤติกรรมในเด็กปฐมวัย
|
คุณธรรมพื้นฐาน |
ความหมาย / พฤติกรรม |
ตัวบ่งชี้ในเด็กปฐมวัย |
|
5. สุภาพ
|
- อ่อนน้อมถ่อมตนตามกาละเทศะ - ไม่ก้าวร้าว รุนแรง วางอำนาจ - ไม่ทำตนข่มผู้อื่นทั้งทางวาจาและท่าทาง - มีมารยาท ตามวัฒนธรรมไทย - มีความมั่นใจในตนเอง |
- มีมารยาท - พูดจาสุภาพกับผู้อื่น - ไม่ใช้กำลังในการตัดสินปัญหา - แสดงท่าทางอ่อนน้อมต่อผู้ที่สูงวัยกว่า - พูดขอร้องผู้อื่นเมื่อต้องการความช่วยเหลือ - ขอบคุณเมื่อได้รับความช่วยเหลือ - ขอโทษเมื่อทำผิด |
|
6. สะอาด |
- รักษาร่างกาย ที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ สิ่งแวดล้อมถูกต้องตามสุขลักษณะ - จิตใจไม่ขุ่นมัวมีความแจ่มใสเป็นนิจ
|
- ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย / ของใช้ส่วนตัว - ทำความสะอาดเครื่องมือ สิ่งของเมื่อเลิกใช้ - ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือของส่วนรวม - ทิ้งขยะในที่ทิ้ง - อารมณ์ดี |
|
7. สามัคคี |
- รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น - รู้บทบาทของตนทั้งในฐานะผู้นำและผู้ตามที่ดี - มีความมุ่งมั่นต่อการรวมพลัง - ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วง - แก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งได้ - เป็นผู้มีเหตุผล - ยอมรับความแตกต่างของบุคคลอื่น - พร้อมในการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ |
- รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นที่ต่างออกไป - ปฏิบัติตามข้อตกลงของกลุ่ม - ปฏิบัติตามหน้าที่ของตน - ร่วมมือในการทำกิจกรรมต่างๆของกลุ่ม - ช่วยเหลือผู้อื่น - อธิบายสิ่งที่ตนต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจได้ - ชักชวนผู้อื่นช่วยทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ |
|
8. มีน้ำใจ |
- เป็นผู้ให้ - อาสาช่วยเหลือ - รู้จักแบ่งปัน - เสียสละความสุขส่วนตนเพื่อทำประโยชน์แก่ผู้อื่น - เข้าใจ เห็นใจผู้ได้รับความเดือดร้อน - ลงมือปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาหรือสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นในชุมชน |
- แบ่งปันของของตนแก่ผู้อื่น - ช่วยเหลือทำงานต่างๆโดยไม่ต้องบอก - อาสาทำงาน - แสดงความเห็นใจผู้อื่น - แสดงความยินดีเมื่อผู้อื่นได้พบกับความสำเร็จ- ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นหรือส่วนรวมโดยไม่ต้องขอร้อง
|
คุณธรรมพื้นฐานกับพฤติกรรมในเด็กปฐมวัย
จากข้อมูลดังกล่าวเห็นได้ว่า การพัฒนาคุณธรรมนั้นทั้ง 8 ประการนั้น หลายคนมองว่าเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าที่จะนำมาสอนเด็กปฐมวัย แต่เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมที่สามารถพัฒนาให้กับเด็กปฐมวัยนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ อาศัยหลักการพัฒนาพฤติกรรมที่ทำอยู่แล้วในการจัดประสบการณ์ประจำวันให้กับเด็ก ก็สามารถพัฒนาคุณธรรมให้แก่เด็กปฐมวัยได้โดยไม่ยาก
จัดประสบการณ์อย่างไรให้เกิดคุณธรรมพื้นฐาน
การจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาคุณธรรมให้กับเด็กปฐมวัยนั้นมีแนวคิดจากทฤษฎีพื้นฐาน ดังนี้
1. ทฤษฎีการให้เหตุผลเชิงจริยธรรมของโคลเบอร์ก
โคลเบอร์ก (Kolhberg) นักจิตวิทยาด้านจริยธรรมอธิบายถึงเด็กปฐมวัยว่ามีพัฒนาการทางจริยธรรม ในขั้นแรกของทฤษฎีคือระดับก่อนกฏเกณฑ์ โดยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นย่อย ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การหลีกเลี่ยงการลงโทษและการทำตามคำสั่ง (Punishment and obedience orientation) การประพฤติของเด็กในวัยนี้จะปฏิบัติตามกฏเกณฑ์เพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษ การตัดสินใจว่าสิ่งใดทำถูกหรือไม่จะตัดสินจากผลของการกระทำ ถ้าถูกลงโทษถือว่าการกระทำนั้นไม่ดี ไม่ควรกระทำ
ขั้นตอนที่ 2 การปฏิบัติเพื่อหวังรางวัลส่วนตัว (Personal reward oreintation) เด็กจะนำความต้องการของตนมากำหนดสิ่งที่ถูกและผิด ถ้าทำสิ่งใดตามความต้องการของตนแล้วได้รับคำชมเชย ยอมรับจากผู้ใหญ่ เด็กจะคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
จากทฤษฎีของโคลเบอร์ก ในการนำมาใช้พัฒนาคุณธรรมคือ ผู้ใหญ่ต้องเลือกพิจารณาและตัดสินว่าสิ่งใดเป็นคุณธรรมที่ต้องการแล้วนำมาสอนเด็กโดยการบอกกล่าว อบรม สั่งหรือกำหนดให้ทำ โดยตกลงกับเด็กว่าหากไม่ทำตามที่กำหนดกันไว้จะมีความผิด และหากเด็กแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมผู้ใหญ่จะให้รางวัล ชมเชย และแสดงการยอมรับการกระทำนั้นๆ เด็กจึงเกิดการเรียนรู้ถึงการแสดงหรือการกระทำที่ถูกและผิด
2. ทฤษฎีการเสริมแรงของสกินเนอร์
สกินเนอร์ (Skinner)m นักจิตวิทยาการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม อธิบายถึงพฤติกรรมของคนที่เกิดจากผลของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ผลของการแสดงพฤติกรรมนั้นจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าพฤติกรรมนั้นจะมีแนวโน้มเกิดขึ้นอีกหรือไม่ในสถานการณ์ที่คล้ายกับสถานการณ์เดิม ถ้าเกิดขึ้นอีกเรียกผลพฤติกรรมนั้นว่าการเสริมแรงทางบวก แต่ถ้าไม่เกิดขึ้นอีก เรียกผลของพฤติกรรมนั้นว่าการลงโทษ ดังนั้นจึงอธิบายว่าการเรียนรู้ด้านคุณธรรมจริยธรรมในเด็กปฐมวัยนั้น จะเรียนรู้ผ่านการเสริมแรงและการลงโทษ ถ้าแสดงพฤติกรรมใดแล้วได้รับการเสริมแรงเด็กจะทำพฤติกรรมนั้นซ้ำอีก แต่ถ้าแสดงพฤติกรรมใดแล้วถูกลงโทษ เด็กจะหยุดการกระทำนั้นๆ
จากทฤษฎีของสกินเนอร์ ในการนำมาพัฒนาคุณธรรมในเด็กปฐมวัย คือ ผู้ใหญ่ต้องกำหนดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมให้รางวัล เสริมแรงทางบวก ถ้าแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ให้ลงโทษ เด็กจะเรียนรู้จากผลการกระทำที่ถูกและผิด
3. ทฤษฎีทางสังคมของแบนดูรา
แบบดูรา ( Bandura) นักจิตวิทยาสังคม อธิบายว่า เด็กปฐมวัยเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคมทั้งดีและไม่ดีจากการสังเกตตัวแบบ ทั้งตัวแบบในชีวิตจริงและตัวแบบที่เป็นสัญลักษณ์ ตัวแบบนี้จะทำหน้าทั้งสร้างหรือระงับพฤติกรรม การพัฒนาพฤติกรรมที่พึงประสงค์หรือพฤติกรรมคุณธรรมตามแนวคิดนี้ คือ การสร้างและเลือกตัวแบบที่ดีให้เด็กสังเกต โดยผ่านกระบวนการ 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1) กระบวนการเสนอให้เห็นตัวแบบที่ดี เมื่อตัวแบบแสดงพฤติกรรมดีจะได้รับการเสริมแรง ขั้นตอนที่ 2) กระบวนการเก็บจำ เมื่อเด็กสังเกตตัวแบบแสดงพฤติกรรมดีแล้วได้รับการเสริมแรง เด็กจะจดจำพฤติกรรมนั้นกับสถานการณ์ที่สัมพันธ์กัน ขั้นตอนที่ 3) กระบวนการกระทำ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ เด็กจะนำข้อมูลที่เก็บไว้ในความคิดมาสู่การกระทำ เพื่อให้ได้ผลเหมือนตัวแบบ ขั้นตอนที่ 4) กระบวนการจูงใจ เมื่อเด็กนำพฤติกรรมตามตัวแบบมาแสดงในสถานการณ์ที่สัมพันธ์กัน โดยคาดว่าจะได้รับการเสริมแรง จึงควรได้รับการเสริมแรงเพื่อเป็นการจูงใจและสนับสนุนให้แสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์
จากทฤษฎีของแบนดูรา ในการนำมาใช้ในการพัฒนาคุณธรรมเด็กปฐมวัยคือ การเลือกตัวแบบที่ดีให้เด็กสังเกตและจดจำ และให้การเสริมแรงเมื่อเด็กทำพฤติกรรมที่เหมาะสมตามตัวแบบ รวมทั้งการสังเกตตัวแบบที่แสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีแล้วถูกลงโทษ เพื่อเป็นการระงับหรือยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
4. ทฤษฎีสังคมและวัฒนธรรมของไวก็อตสกี้
ไวกอ็ตสกี้ (Vygotsky) นักจิตวิทยาสังคมวัฒนธรรม อธิบายถึงการเรียนรู้ทางสังคมจากการทำงาน เล่น และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับกลุ่มเพื่อนและกับผู้ใหญ่ ระหว่างที่ทำกิจกรรมด้วยกัน เด็กจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งด้านความคิดและการกระทำกับผู้อื่น เด็กจะเรียนรู้ว่าพฤติกรรมใดเป็นสิ่งที่กลุ่มยอมรับ และพฤติกรรมใดเมื่อแสดงออกแล้วไม่เป็นที่ยอมรับ การเรียนรู้ทางสังคมจึงเกิดขึ้น และเด็กจะจำพฤติกรรมนั้นไปใช้ในโอกาสต่อๆไป
จากแนวคิดนี้ นำมาใช้ในการพัฒนาคุณธรรมสำหรับเด็กปฐมวัย คือการจัดกิจกรรมให้เด็กทำงานหรือเล่นรวมกันเป็นกลุ่ม รวมทั้งการช่วยเหลือแนะนำจากผู้ใหญ่ ทำให้เด็กเกิดการแลกเปลี่ยนความคิด การยอมรับผู้อื่น การปรับปรุงตนเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของกลุ่มโดยครูเป็นผู้คอยสนับสนุน
แนวทางการนำทฤษฎีมาสู่การปฏิบัติได้ ดังนี้
1. การเลือกคุณธรรมมาสู่พฤติกรรมที่ต้องการพัฒนาทั้งนี้ได้แก่คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ คือ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ สุภาพ สะอาด มีวินัย สามัคคี มีน้ำใจ
2. การนำคุณธรรมที่กำหนดไว้มาระบุเป็นพฤติกรรมที่เด็กพึงกระทำ โดยร่วมกันตกลงและมอบหมายให้กระทำหรือร่วมกันกำหนดกติกา กฏเกณฑ์ (ดังตารางตัวบ่งชี้ตามคุณธรรมในตอนต้น)
3. การจัดสภาพแวดล้อมทั้งทางกายภาพและจิตภาพ เพื่อให้เด็กซึมซับรับรู้ และสอดคล้องกับการประพฤติปฏิบัติของเด็ก เช่น การจัดห้องเรียนที่สะอาด สวยงาม มีที่ทิ้งขยะที่ชัดเจน หรือจัดผ้าเช็ดมือไว้ใกล้กับอ่างน้ำ ให้เด็กล้างและเช็ดมือหลังจากทำกิจกรรม เหล่านี้จะช่วยฝึกและสนับสนุนพฤติกรรมการดูแลรักษาความสะอาดของตนเองตามคุณธรรมด้านความสะอาด เป็นต้น
4. การเป็นตัวอย่างที่ดี เนื่องจากครูเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับเด็ก เป็นผู้ที่เด็กให้ความเคารพนับถือ เด็กจะคอยสังเกตและจดจำพฤติกรรมที่แสดงในสถานการณ์ต่างๆของครู ดังนั้นครูจึงต้องเป็นตัวอย่างที่ดีทั้งกิริยา ท่าทาง การแสดงออก การรักษาข้อตกลง นอกจากนี้ครูยังมีบทบาทในการเข้าไปร่วมทำกิจกรรมกับเด็กเพื่อให้เรียนรู้ผ่านความคิดเห็น ข้อแนะนำจากครู รวมทั้งการระงับยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็ก
5. การสอนที่ให้เด็กเรียนรู้จากคำสอนโดยตรงจากครูในสถานการณ์ต่างๆ การชี้ให้ดูตัวแบบ และการให้การเสริมแรงทางสังคมเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม และการจัดกิจกรรมให้เด็กได้ทำงานเป็นกลุ่มร่วมกัน ซึ่งจะทำให้เด็กได้เรียนรู้พฤติกรรมที่เข้ากับสังคม
หลักการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาคุณธรรม
การจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาคุณธรรมในเด็กปฐมวัยนั้น เป็นการพัฒนาด้านจิตพิสัยของเด็ก ซึ่งต้องใช้การพัฒนาโดยการให้ลงมือปฏิบัติซ้ำๆอย่างต่อเนื่อง และใช้ระยะเวลา โดยมีหลักการของการจัดประสบการณ์ ดังนี้
1. การจัดประสบการณ์ผ่านการทำกิจกรรมประจำวัน โดยกำหนดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ในกิจกรรมที่เด็กปฏิบัติ ตั้งแต่เข้าสู่สถานศึกษา เช่น การกำหนดหน้าที่ที่ต้องกระทำในแต่ละวัน การดูแลให้ปฏิบัติตามกติกา ข้อตกลง การกำหนดตารางและเวลาของการทำกิจกรรมต่างๆฯลฯ ทั้งนี้ จะต้องเป็นไปตามการดำเนินกิจกรรมตามปกติ
2. การยึดมั่นในข้อตกลง เนื่องจากเด็กปฐมวัยจะเรียนรู้คุณธรรมจากสิ่งที่ผู้ใหญ่บอกหรือกำหนด การกำหนดพฤติกรรมเหล่านั้นต้องอธิบายให้เด็กเข้าใจถึงข้อดีของพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ข้อเสียของพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และกำหนดร่วมกันในการกระทำต่างๆของเด็กโดยต้องชัดเจนว่าพฤติกรรมใดดี หรือพฤติกรรมใดที่ไม่ดี และกำหนดถึงผลที่จะเกิดขึ้นต่อการกระทำนั้นๆ และเมื่อนำสู่การปฏิบัติ ครูและเด็กต้องยึดมั่นในข้อตกลงตามที่กำหนด
3. ความสม่ำเสมอ คงเส้นคงวา ทั้งนี้เมื่อกำหนดกติกา ข้อตกลงใดๆแล้วจะต้องประพฤติปฏิบัติอย่างคงที่ เคารพข้อตกลงนั้นๆ ครูมีบทบาทในการเสริมแรงและต้องให้การเสริมแรงทันทีที่เด็กแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ และต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เด็กเกิดพฤติกรรมที่คงที่ และพัฒนาไปสู่การเกิดลักษณะนิสัย ขณะเดียวกันครูต้องปฏิบัติกับเด็กทุกคนในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้เด็กรับรู้ถึงความยุติธรรม ไม่ลำเอียง
4. การขอความร่วมมือกับผู้ปกครอง ทั้งนี้การฝึกฝนพฤติกรรมต่างๆคงไม่ใช่เฉพาะขณะที่เด็กอยู่ในสถานศึกษา เมื่อเด็กกลับไปบ้านจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับผู้ปกครอง ดังนั้น ผู้ปกครองและครูควรได้ร่วมมือกันพัฒนาพฤติกรรมเด็กโดยการฝึกฝน ดูแลปฏิบัติกับเด็กในแบบอย่างเดียวกัน เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้พฤติกรรมที่พึงประสงค์และไม่เกิดความขัดแย้งในความคิดว่าสิ่งใดดีหรือไม่ดี
การออกแบบการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาคุณธรรมโดยวิธีจัดประสบการณ์แบบร่วมคิดร่วมปฏิบัติ ร่วมสรุป
เมื่อกำหนดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของคุณธรรมแต่ละด้านแล้ว ครูจะนำมาออกแบบการจัดประสบการณ์ในกิจกรรมประจำวัน โดยกำหนดไว้ในวัตถุประสงค์การสอนด้านจิตพิสัยในทุกแผนประสบการณ์ และกำหนดขั้นการสอน การวัดและประเมินผลให้สอดคล้องกัน ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างการออกแบบประสบการณ์ แบบบูรณาการในกิจกรรมเสริมประสบการณ์และกิจกรรมสร้างสรรค์ ดังนี้
วิธีการจัดประสบการณ์แบบร่วมคิดร่วมปฏิบัติและร่วมสรุป ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้
วิธีการจัดประสบการณ์แบบร่วมคิดร่วมปฏิบัติ ร่วมสรุป
|
ขั้นตอนที่ |
กิจกรรมครู / เด็ก |
ผลที่เกิดกับเด็ก |
|
1. ขั้นร่วมคิด
2. ขั้นร่วมปฏิบัติ
3. ขั้นร่วมสรุป |
1. ครูเสนอตัวแบบเพื่อให้เด็กเห็นตัวแบบ (นิทาน,สถานการณ์จำลอง, บทบาทสมมุติ, เหตุการณ์, เกม, เพลง ฯลฯ) ที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมที่ต้องการพัฒนา 2. ครูสนับสนุนให้เด็กร่วมคิด วิเคราะห์ถึงพฤติกรรมตัวแบบ 3. เด็กร่วมกันสรุปถึงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับตัวแบบ 4. ร่วมกันกำหนดพฤติกรรมที่พึงประสงค์เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมต่อไป 1. แบ่งเด็กเป็นกลุ่มย่อย 2-4 คน 2. แนะนำอุปกรณ์ / วัสดุ ในการทำกิจกรรม / ชิ้นงานและกำหนดเป้าหมาย / ผลงานที่ต้องการและขอบเขตเวลา โดยมีกิจกรรม ดังนี้ 2.1 สมาชิกกลุ่มร่วมคิด ออกแบบชิ้นงานของกลุ่ม 2.2 ลงมือปฏิบัติ 2.3. ครูคอยเสริมแรงและสนับสนุนให้เด็กปฏิบัติตามข้อตกลง 2.4 เมื่อหมดเวลากลุ่มเสนอผลงานและเล่าถึงวิธีทำงาน 1. ร่วมกันสรุปถึงผลปฏิบัติงานร่วมกัน ที่ใช้ข้อตกลงซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จของงาน |
1. ได้เห็นตัวแบบที่แสดงพฤติกรรมคุณธรรม และจดจำ 2. มีส่วนร่วมคิด 3. ฝึกการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น (สามัคคี) 4.. สามัคคี, สุภาพ
5. วินัย, สุภาพ, สามัคคี
6. สามัคคี, วินัย
7. มีน้ำใจ ,สามัคคี 8. ขยัน,วินัย, สะอาด,ประหยัด
9. วินัย,ซื่อสัตย์ 10. สามัคคี,วินัย,มีน้ำใจ |
จากที่กล่าวมาแสดงให้เห็นถึงการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาคุณธรรมพื้นฐานของเด็กปฐมวัย โดยอาศัยหลักการให้เด็กได้รับประสบการณ์ผ่านกิจกรรมประจำวัน โดยการดูแล ให้การอบรม สอนและฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ การรับรู้ถึงผลการกระทำและการจดจำ นำสิ่งที่ดีมาประพฤติปฏิบัติ ประกอบกับการได้ฝึกคิด วิเคราะห์ รับรู้เหตุผลของการมีคุณธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
เอกสารอ้างอิง
ประภาพรรณ เอี่ยมสุภาษิต. (2537). ประมวลสาระชุดวิชาหลักการและแนวคิดทางการปฐมวัยศึกษา.
หน่วยที่ 6. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
วัฒนา ปุญญฤทธิ์. (2552). การพัฒนาจริยธรรมในเด็กปฐมวัย.www.poonyarit.com.สืบค้นเมื่อ 10 ธันวาคม 2552.
สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต. (2537). ประมวลสาระชุดวิชาหลักการและแนวคิดทางการปฐมวัยศึกษา. หน่วยที่ 7. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
Estes, L.S. (2004). Essentials of child care and early education. Boston : Pearson Education, Inc.


