การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยและสาระที่ควรเรียนรู้
Filed Under (บทความเชิงวิชาการ) by wattana on 09-05-2010
การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยและสาระที่ควรเรียนรู้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์วัฒนา ปุญญฤทธิ์
พฤษภาคม 2553
การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเกิดจากข้อกำหนดในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่ระบุว่าให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทำหน้าที่ในการจัดทำหลักสูตรแกนกลางในทุกระดับเพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองดีของชาติ การดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อการศึกษา และให้สถานศึกษา ขั้นพื้นฐานทุกระดับ มีหน้าที่จัดทำสาระของหลักสูตรตามจุดประสงค์ของหลักสูตร แกนกลาง ทั้งนี้สาระดังกล่าวเกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาระดับการศึกษาปฐมวัย ได้มีการดำเนินการมาเป็นเวลานับสิบปีตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา ขณะเดียวกันได้มีผลการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่น่าสนใจคือ จากงานวิจัยของ วัฒนา ปุญญฤทธิ์ (2553) ที่ศึกษาสถานภาพงานวิทยานิพนธ์ด้านการศึกษา ระหว่าง พ.ศ. 2546–2551 ที่เกี่ยวกับสถานภาพของงานวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พบว่ามีวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย จำนวน 10 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 4.50 ของกลุ่มตัวอย่าง และจำแนกเป็น 3 กลุ่มคือ 1) กลุ่มงานวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย มีจำนวน 5 เรื่อง 2) กลุ่มงานวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมและการบริหารหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย มีจำนวน 2 เรื่อง และ 3) กลุ่มงานวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย จำนวน 3 เรื่อง แสดงถึงความสนใจที่มีต่อ หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยที่นำไปสู่การศึกษาวิจัยยังมีจำนวนไม่มาก ขณะเดียวกันสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2552) ได้รายงานความก้าวหน้าการจัดการการเรียนรู้ระดับปฐมวัย ปี 2551 – 2552 ในด้านการบริหารงานการศึกษาปฐมวัย พบว่า ยังคงพบปัญหาในเรื่องของการนิเทศ กำกับ ติดตามการใช้ หลักสูตร การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา การกำกับติดตามให้มีการประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษา การประเมินการนำหลักสูตร ไปใช้ ไม่มีการบริหารการเชื่อมต่อหลักสูตร ไม่จัดให้มีการพบปะทำกิจกรรมร่วมกับ ผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง การขออนุมัติการใช้หลักสูตรต่อคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีน้อย สถานศึกษาไม่มีการจัดให้มีการวิจัยเพื่อพัฒนาหลักสูตร ไม่มีการประเมินผลการใช้หลักสูตร ขาดการวางแผนในการกำหนดหลักสูตร หน่วยการเรียนรู้
ผลจากการศึกษาวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงสภาพที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยคือ ยังมีการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยน้อย ส่วนในด้านการบริหารจัดการหลักสูตรมีปัญหาขาดการ ขออนุมัติใช้ การนิเทศ กำกับติดตามการใช้หลักสูตร การใช้และการประเมินผลหลักสูตร และในด้านการขาดการวิจัยเพื่อพัฒนา หลักสูตร
จากสภาพปัญหาดังกล่าวสถานศึกษาจึงควรให้ความสำคัญต่อหลักสูตรของสถานศึกษาในภาพรวมดังนี้คือ 1) การจัดให้มีการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาอย่าง เหมาะสม 2) มีการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาที่พัฒนาขึ้นทั้งในด้านการ ขออนุมัติใช้หลักสูตร การบริหาร นิเทศ กำกับติดตามการใช้หลักสูตร ด้านการใช้ หลักสูตรในระดับชั้นเรียน และการให้ชุมชนผู้ปกครองมีส่วนร่วม 3) การจัดให้มีการวิจัยเพื่อพัฒนาปรับปรุงหลักสูตร
ในที่นี้จะเสนอความเห็นเฉพาะในประเด็นการจัดทำหรือการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยดังนี้
1. กรอบแนวคิดของการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
2. การตัดสินใจเลือกรูปแบบการพัฒนาหลักสูตร
3. การเลือกสาระความรู้และประสบการณ์

กรอบแนวคิดของการพัฒนาหลักสูตร
สถานศึกษา
การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษามีกรอบแนวคิดพื้นฐานมาจากความหมายของคำ “หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย” ซึ่งกรมวิชาการ (2546) ให้ความหมายว่า หมายถึง แนวทางหรือข้อกำหนดของการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่จะทำให้ผู้เรียน มีความรู้ ความสามารถ โดยส่งเสริมให้แต่ละคนพัฒนาไปสู่ศักยภาพสูงสุดของตน โดยเป็นหลักสูตรที่เกิดจากการนำสภาพที่เป็นปัญหา จุดเด่น เอกลักษณ์ของชุมชน สังคม ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ท้องถิ่น คุณลักษณะที่พึงประสงค์มากำหนดเป็นสาระและจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กบนพื้นฐานของหลักสูตรแกนกลาง และ เพิ่มเติมสาระตามความถนัด ความสนใจของเด็กปฐมวัย โดยความร่วมมือของสถานศึกษาและชุมชน
จากความหมายดังกล่าวแสดงถึงกรอบแนวคิดเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนา หลักสูตรสถานศึกษาคือ
1. นำสภาพที่เป็นปัญหา จุดเด่น เอกลักษณ์ของชุมชน ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนคุณลักษณะที่ พึงประสงค์ของเด็กปฐมวัยมากำหนดเป็นวัตถุประสงค์หลักสูตรและกำหนดสาระการเรียนรู้
2. การนำสาระตามข้อ 1 มาสู่กระบวนการจัดการเรียนรู้ซึ่งจะต้องอยู่บน พื้นฐานของหลักสูตรแกนกลาง กล่าวคือต้องยึดหลักสูตรแกนกลางเป็นหลักของการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
3. สาระและกระบวนการเรียนรู้หรือกระบวนการจัดประสบการณ์ที่จัดให้กับเด็กตามข้อ 1 นั้น จะเกิดจากการมีส่วนร่วมระหว่างสถานศึกษากับชุมชน
4. ประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กที่จัดไว้ในหลักสูตรนั้นจะต้องสอดคล้องตามความถนัดและความสนใจของเด็กปฐมวัย
สรุปว่า การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยนั้น จะพัฒนาจากการมีส่วนร่วมระหว่างสถานศึกษาและชุมชน ในส่วนของสาระที่เป็นไปตามความต้องการของชุมชน สังคม โดยมีหลักสูตรแกนกลางเป็นหลัก ทั้งนี้สาระและกระบวนการจัดประสบการณ์นั้นจะต้องตอบสนองความสนใจและสอดคล้องกับความถนัดของเด็ก
การตัดสินใจเลือกรูปแบบของการพัฒนา
หลักสูตร
การพัฒนาหลักสูตรเป็นการ ดำเนินการเป็นกระบวนการอย่างเป็นขั้นตอน ในแต่ละขั้นตอนนั้นจะมีวิธีดำเนินการที่มี จุดมุ่งหมาย มีวิธีการและมีผลผลิตของการดำเนินการนั้น ๆ เพื่อให้ได้หลักสูตรที่มีลักษณะตามที่คาดหวังไว้ ทั้งนี้มีนักวิชาการและหน่วยงานที่เสนอรูปแบบไว้อย่างหลากหลาย ในที่นี้จะเสนอตัวอย่าง รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรที่มีลักษณะ สอดคล้องกับกรอบแนวคิดการพัฒนา หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย ดังนี้
1. รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดของทาบา
ทาบา (Taba. 1962) ได้เสนอ รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรที่มาจากแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรโดยใช้วิธีแบบรากหญ้า (grass-roots approach) โดยมีความเห็นว่าครู ผู้สอนควรเป็นผู้ออกแบบหลักสูตรที่จะใช้ด้วยตนเองมากกว่าการออกแบบหลักสูตรจากหน่วยเหนือ และได้เสนอรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรดังนี้
ขั้นที่ 1 วิเคราะห์ความต้องการและความจำเป็นของสังคมและผู้เรียน
ขั้นที่ 2 กำหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
ขั้นที่ 3 กำหนดสาระการเรียนรู้
ขั้นที่ 4 การจัดลำดับสาระความรู้และประสบการณ์
ขั้นที่ 5 การประเมินผลหลักสูตร
2. รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดของนักวิชาการไทย
นักวิชาการด้านหลักสูตรของไทย ใจทิพย์ เชื้อรัตนพงษ์ (2539) ได้เสนอ รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรระดับท้องถิ่น ที่เป็นการนำหลักสูตรแกนกลางมาปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบททางสังคมวัฒนธรรม ท้องถิ่นของผู้เรียน โดยมีขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 จัดตั้งคณะทำงาน ซึ่งได้แก่ ผู้สอน ผู้รู้ด้านท้องถิ่น นักพัฒนาหลักสูตร ภูมิปัญญาท้องถิ่น นักวิชาการในระดับนั้น
ขั้นที่ 2 ศึกษาและวิเคราะห์
ข้อมูลพื้นฐาน
ขั้นที่ 3 กำหนดจุดมุ่งหมาย
หลักสูตร
ขั้นที่ 4 การกำหนดสาระความรู้ที่สัมพันธ์กับความรู้ในท้องถิ่น
ขั้นที่ 5 การกำหนดกิจกรรมและแนวทางการจัดประสบการณ์
ขั้นที่ 6 การกำหนดคาบเวลา
ขั้นที่ 7 การกำหนดเกณฑ์การวัดและประเมินผล
ขั้นที่ 8 การจัดทำเอกสาร
หลักสูตร
ขั้นที่ 9 การตรวจสอบคุณภาพและการทดลองใช้หลักสูตร
ขั้นที่ 10 การเสนอขออนุมัติใช้หลักสูตรจากหน่วยงาน
ขั้นที่ 11 การนำหลักสูตรไปใช้
ขั้นที่ 12 การประเมินผล
หลักสูตร
3. รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษา ธิการ
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษา ธิการ (2546) ได้เสนอรูปแบบของการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย ดังนี้
ขั้นที่ 1 ศึกษาเอกสารหลักสูตรแกนกลาง และข้อมูลที่เกี่ยวกับเด็ก ครอบครัว ชุมชน สภาพปัจจุบัน ปัญหา ความต้องการของชุมชนท้องถิ่น
ขั้นที่ 2 จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาให้ครอบคลุมหัวข้อต่อไปนี้
1) วิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมาย จุดหมาย มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
2) โครงสร้างหลักสูตรที่
ครอบคลุมสาระการเรียนรู้รายปี กำหนดเวลาเรียน กำหนดการจัดประสบการณ์ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ การประเมินพัฒนาการ การบริหารจัดการหลักสูตร
ขั้นที่ 3 ตรวจสอบหลักสูตรของสถานศึกษาปฐมวัย โดยการประเมินก่อนใช้ ประเมินระหว่างใช้ และประเมินหลังใช้
4. รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาแบบอิงมาตรฐาน
รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาแบบอิงมาตรฐาน เป็นการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับแนวทางการจัดการศึกษาที่นำมาตรฐานการศึกษาด้านผู้เรียนมากำกับ โดยใช้มาตรฐานดังกล่าวเป็นเป้าหมายและทิศทางในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะตามที่มาตรฐานกำหนด ซึ่งได้แก่ มาตรฐานด้านคุณธรรม ด้านจิตสำนึกในการอนุรักษ์ ด้านการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ด้านการคิด ด้านความรู้และทักษะเบื้องต้น ด้านความสนใจใฝ่รู้ ด้านสุขนิสัย และด้านสุนทรียภาพและลักษณะนิสัย
ลักษณะของการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาแบบอิงมาตรฐานจะนำมาตรฐานดังกล่าวมากำหนดเป็นทิศทางและจัดทำหน่วยการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น สามารถจัดลำดับหน่วยการเรียนรู้ตามความเหมาะสมด้านสมรรถนะของผู้เรียน โดยมีขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 กำหนดมาตรฐานช่วงชั้น (คุณลักษณะที่พึงประสงค์)
ขั้นที่ 2 วิเคราะห์คำสำคัญในมาตรฐาน
ขั้นที่ 3 กำหนดสาระหลักหรือกิจกรรมที่สอดคล้องกับคำสำคัญ หรือประเด็นปัญหาของท้องถิ่น หรือเรื่องที่ผู้เรียนสนใจที่เชื่อมโยงกับมาตรฐาน
สำหรับการพัฒนาหลักสูตรแบบอิงมาตรฐานนี้ จุดเน้นจะอยู่ที่หน่วยการเรียนรู้ที่อิงมาตรฐาน ซึ่งมีองค์ประกอบของหน่วยการเรียนรู้คือ 1) หัวเรื่องหรือชื่อหน่วย 2) มาตรฐานการเรียนรู้ (คุณลักษณะที่ พึงประสงค์) 3) สาระสำคัญของหน่วยการเรียนรู้ 4) กิจกรรมการเรียนรู้ (การจัดประสบการณ์และกิจกรรม) 5) การประเมินผล
5. รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม
รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม มีแนวคิดมาจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มาตรา 9 ที่ยึดหลักการมีส่วนร่วมของชุมชน ครอบครัว ในการจัดการศึกษา และแนวคิดเรื่องการจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และรวมทั้งแนวคิดเรื่องหลักการมีส่วนร่วมที่บุคคลซึ่งมีผลเกี่ยวข้องกับกิจกรรมนั้น ๆ มีโอกาสในการร่วมตัดสินใจในการทำกิจกรรม เพื่อให้ได้ผลตามที่คาดหวังไว้
จากแนวคิดดังกล่าวจึงนำมาสู่รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาที่ยึดหลักสูตรแกนกลางเป็นหลักภายใต้บริบทสังคม วัฒนธรรมท้องถิ่นและชุมชน ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมระหว่างบุคคลภายในสถานศึกษา ได้แก่ ผู้บริหาร ครู นักเรียน และบุคลากร ภายนอกสถานศึกษา ได้แก่ ผู้ปกครอง นักวิชาการ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งมีรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรดังนี้
ขั้นที่ 1 วิเคราะห์ความต้องการสาระการเรียนรู้จากบุคคลทั้งภายในและ ภายนอก
ขั้นที่ 2 ยกร่างหลักสูตรและหาคุณภาพก่อนใช้
ขั้นที่ 3 การใช้หลักสูตร
ขั้นที่ 4 ประเมินผลหลักสูตร
จากรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรดังกล่าว สถานศึกษาจะนำมาสู่การตัดสินใจเลือกรูปแบบสู่การปฏิบัติ ทั้งนี้อาจเป็นการ ตัดสินใจเลือกรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือเป็นการนำมาประยุกต์ผสมผสานกันเพื่อให้เหมาะสมกับศักยภาพหรือความต้องการของสถานศึกษา
การเลือกสาระความรู้และประสบการณ์
สำหรับในส่วนของสาระความรู้และประสบการณ์ในระดับการศึกษาปฐมวัยในหลักสูตรแกนกลาง กำหนดสาระที่ควรเรียนรู้เป็น 4 เรื่องใหญ่ ๆ คือ ตัวเรา บุคคลและสถานที่ ธรรมชาติรอบตัวและสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทั้งนี้การกำหนดสาระที่ควรเรียนรู้ในหลักสูตรสถานศึกษา จะกำหนดในลักษณะของหน่วยการเรียนรู้ ซึ่งได้มาจากการสำรวจความต้องการของท้องถิ่นและผู้เรียน และนำมากำหนดหน่วยการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับสาระในหลักสูตรแกนกลาง สาระความรู้ในท้องถิ่น ได้แก่
1. สาระท้องถิ่นจังหวัด ซึ่งประกอบ
ด้วยความรู้ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลจังหวัด ได้แก่ ประวัติความเป็นมา สภาพภูมิศาสตร์ ลักษณะเด่น แหล่งความรู้ แหล่งท่องเที่ยว สถานที่สำคัญ บุคคลสำคัญ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ภูมิปัญญา อาชีพ ฯลฯ สาระ ท้องถิ่นจังหวัดจึงเป็นสาระที่ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในจังหวัด หลอมรวมให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะที่โดดเด่น และลักษณะเฉพาะที่มีต่อวิถีชีวิต การเรียนรู้สาระท้องถิ่นจังหวัดจึงเป็นการเรียนรู้เรื่องราวที่อยู่ใกล้ตัว ที่ได้พบเห็นในชีวิตจริง ทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจต่อท้องถิ่น ทำให้เข้าใจถึงความสำคัญของท้องถิ่น เข้าใจสภาพและอาจจะเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความเข้าใจปัญหาที่ท้องถิ่นเผชิญ ท้ายที่สุดการเรียนรู้สาระท้องถิ่นจะเป็นการปลูกฝังให้เกิดความรักในท้องถิ่น มีเจตคติที่ดีในการที่จะดูแลรักษาและพัฒนาท้องถิ่นของตนในอนาคต
2. สาระภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นบุคคลที่มีความรอบรู้ เชี่ยวชาญเกี่ยวกับศาสตร์ต่าง ๆ ของท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า ปราชญ์ชาวบ้าน หรือปราชญ์ท้องถิ่น ทั้งนี้ได้แก่ บุคคลที่ได้รับการลำดับชื่อไว้ในทะเบียนของจังหวัด หรือ ผู้ที่ได้รับการยกย่องเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปนอกจากนี้ยังหมายถึง ความรู้ความคิดที่เป็นแบบแผนของการดำเนินชีวิตที่ปฏิบัติสืบทอดกันด้วยความเชื่อว่าเป็นสิ่งดีงาม ทรงคุณค่า และบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของกลุ่มสังคม เช่น ขนบธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ คติ ความเชื่อ การละเล่นต่าง ๆ การ ดูแลรักษา คำสอนในการดำเนินชีวิตเป็นต้น นอกจากภูมิปัญญาด้านบุคคลและ ด้านความรู้ ดังกล่าวแล้ว ภูมิปัญญาท้องถิ่น ยังรวมถึง ประสบการณ์ที่ใช้ในการดำเนินชีวิต ที่ปฏิบัติกันต่อ ๆ มา โดย ถือกันว่าเป็นสิ่งดีงาม ถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน เช่น ความรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพร ยาพื้นบ้าน การประดิษฐ์วัสดุ ท้องถิ่น การประกอบอาหาร การประกอบอาชีพของท้องถิ่น ค่านิยม พิธีกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน คำสอนทางศาสนา คำกล่าวสอนของคนเฒ่าคนแก่ เป็นต้น สาระความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้เรียนรู้ จะนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจในการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น เกิดความรู้ ความเข้าใจต่อสิ่งต่าง ๆ ที่มีเหตุผลเชื่อมโยงกับวิถีการดำเนินชีวิต เกิดเป็นค่านิยม ก่อเกิดเป็นความรักและชื่นชมต่อชีวิตในท้องถิ่นของตน
3. สาระอาชีพ เป็นเรื่องของการประกอบอาชีพของท้องถิ่น ซึ่งจำแนกออกเป็นการประกอบอาชีพดั้งเดิมอันเป็น ภูมิปัญญาที่สั่งสมถ่ายทอดสืบมาตั้งแต่อดีต ทั้งนี้ลักษณะของอาชีพจะสัมพันธ์กับสภาพภูมิศาสตร์ พื้นที่ ทรัพยากร ภูมิอากาศของท้องถิ่น ยึดหลักแห่งการพึ่งพาตนเอง โดยอาศัยหลักธรรมชาติ เช่น การทำนา ในท้องถิ่นบางแห่ง จะทำนาในที่ราบ มีลักษณะของการทำนาแบบอย่างทั่วไปคือ แบ่งแปลงนาเป็นบิ้ง ๆ มีคันนาที่เกิดจากคันดินกักกันน้ำไว้เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงต้นข้าว ในขณะที่บางแห่ง เช่นตามเขตพื้นที่ภาคใต้ สภาพภูมิศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นภูเขา พื้นที่ราบมีน้อย การปลูกข้าวจึงปลูกตามไหล่เขา เรียกว่าทำไร่ข้าวหรือข้าวไร่ ซึ่งต่างจากการทำนาในพื้นที่ราบ เป็นต้น ขณะเดียวกันในพื้นที่ภาคใต้ที่เป็นบริเวณติดทะเล จะมีการประมงน้ำเค็ม มีเรือหาปลาขนาดใหญ่ ขณะที่จังหวัดในพื้นที่ราบจะมีเพียงการประมงน้ำจืดที่จับสัตว์น้ำในแม่น้ำ ลำคลอง บึง หนอง การอาชีพของชุมชนในแต่ละท้องถิ่นจึงต่างกันไป นอกจากการอาชีพที่สัมพันธ์กับบริบททาง ภูมิสังคมแล้วยังเกี่ยวข้องกับการอาชีพที่เกิดขึ้นจากสภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เป็นการนำความรู้ ประสบการณ์ในตามหลักการการประกอบอาชีพเดิมมาผสมผสานกับความรู้สมัยใหม่ เพื่อการแก้ปัญหาและเพื่อตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้น เช่น การประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีแหล่ง ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวทางโบราณสถาน แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม แหล่งความรู้ด้านการเกษตรกรรม และแหล่งความรู้ทางวิถีชีวิต เป็นต้น รวมทั้งอาชีพที่เกิดจากความรู้สมัยใหม่ที่ผสมผสานกับความรู้เดิม เช่น การเกษตรสมัยใหม่ การแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารในท้องถิ่น เป็นต้น การจัดสาระความรู้ท้องถิ่นดังกล่าวจะทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิถีชีวิต การดำเนินชีวิต กาประกอบอาชีพของท้องถิ่นที่เกิดจากภูมิปัญญาที่สัมพันธ์กับสภาพภูมิสังคมของตน เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำรงชีวิตที่สอดคล้องกับสภาพทางภูมิศาสตร์และสังคม ก่อเกิดความรักความภาคภูมิใจในอาชีพที่สุจริตกับการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม
4. สาระแหล่งเรียนรู้ ในท้องถิ่นแต่ละที่ล้วนแล้วแต่มีความรู้อยู่ในแหล่งท้องที่นั้น ๆ เป็นสิ่งที่ให้ความรู้แก่ผู้คนทั้งในด้านความรู้ในการดำเนินชีวิต ความรู้ในการดำรงชีวิตและความรู้เพื่อการต่อยอด ศาสตราจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ (2544 .41 – 42) ได้ให้แนวคิดและข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ว่า “…เขาเรียนรู้จากชุมชนในเรื่องต่าง ๆ มากมาย เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนต่าง ๆ ในชุมชน ประวัติ ประเพณี พิธีกรรมของชุมชน แหล่งเรียนรู้ทางศาสนา วัฒนธรรม งานอาชีพ การทำมาหากินในชุมชน เหตุการณ์ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตคนในชุมชน….” และได้กล่าวถึงแหล่งเรียนรู้ใน ชุมชนจากการเสนอแหล่งข้อมูล โดย ดร.กาญนา เอกะวิภาค (2541) ที่ได้เสนอแหล่งเรียนรู้ในชุมชนที่รัฐและประชาชนจัดตั้งขึ้น ได้แก่ อุทยานการศึกษา อุทยานประวัติศาสตร์ อุทยานแห่งชาติทางทะเล อุทยานแห่งชาติในท้องถิ่นแถบภูเขา ศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ศิลปาชีพ ศูนย์เยาวชน ศูนย์หัตถกรรม หอสมุด ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ สถาบันของชุมชนที่มีอยู่ในวิถีชีวิตและการทำมาหากินของชุมชน แหล่งเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติในชุมชน…….” นอกจากนี้ท่านยังได้ระบุถึงความสำคัญของการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นที่นอกจากจะทำให้ผู้เรียนได้รับสาระความรู้จากชุมชนแล้ว ยังช่วยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยยกข้อคิดของศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี (2543) ที่ระบุว่า “…..ในชุมชนมีผู้รู้ด้านต่าง ๆ มากมาย มากกว่าครูที่สอนท่องหนังสือ มากนัก เช่น ผู้รู้ทางเกษตรกรรม ทางช่าง ศาสนา ศิลปิน หมอพื้นบ้าน นักธุรกิจรายย่อย ผู้นำชุมชน จะมีครูมากมายหลากหลายเป็นครูที่รู้จริง ทำจริง จะทำให้การเรียนรู้เข้าไปเชื่อมโยงกับการปฏิบัติจริง….เมื่อผู้รู้ในชุมชนเหล่านี้กลายเป็นครู ก็จะเป็นการยกระดับ คุณค่า ศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจของ ชุมชน….”
ดังนั้นแหล่งเรียนรู้ในชุมชนนอกจากจะเป็นการสอนที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึงความรู้ที่มีในท้องถิ่นของตนแล้ว ยังเป็นการให้ได้เรียนจากการปฏิบัติ ได้เห็นการเชื่อมโยงของความรู้กับการนำไปใช้ ขณะที่เรียนยังได้เรียนรู้วิธีการเลียนแบบต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากการเรียนโดยการบอกกล่าวจากครู ได้เรียนจากการ สืบค้น ได้เรียนจากการปฏิสัมพันธ์ทั้งทาง กายภาพและทางสังคม ผลที่ได้จากการเรียนสาระแหล่งเรียนรู้จึงมิใช่เนื้อเนื้อความรู้แต่เพียงอย่างเดียว ผู้เรียนยังได้เรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ได้ปฏิบัติจริงอีกด้วย
5. สาระวัฒนธรรมท้องถิ่น ใน ท้องถิ่นแต่ละแห่งล้วนแล้วแต่มีที่มาและประวัติอันยาวนานที่สืบเนื่องถ่ายทอดบอกกล่าว เล่าขาน และปรากฎให้เป็นวิถีชีวิตที่เรียกว่า วัฒนธรรมซึ่งแต่ละพื้นแห่งล้วนมี วัฒนธรรมที่ดีงามที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ เป็นสิ่งที่สังคมยอมรับว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการนำไปประพฤติปฏิบัติ และมีคุณค่าในการอนุรักษ์ธำรงรักษา ถ่ายทอดต่อคนรุ่นหลังให้นำไปใช้เพื่อก่อให้เกิดความสุข ความเจริญของชีวิต วัฒนธรรมดังกล่าว ได้แก่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยม ความเชื่อ คำสอน นิทานพื้นบ้าน การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน การปฏิบัติในวาระหรือโอกาส ต่าง ๆ รวมทั้งการละเล่น การประกอบอาชีพ ภาษา ดนตรี เพลงพื้นเมือง สาระวัฒนธรรมท้องถิ่นจะเป็นการสืบทอดความรู้ของท้องถิ่นจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนรุ่นหนึ่ง เพื่อให้มีการปฏิบัติสืบทอดกันไปอย่างไม่ขาดสาย
การเรียนรู้จากสาระในท้องถิ่น ดังกล่าวจึงทำให้ผู้เรียนได้เรียนในสิ่งที่ใกล้ตัว ได้ฝึกปฏิบัติและเรียนรู้การเชื่อมโยงระหว่างความรู้กับการปฏิบัติ ได้สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติและชุมชนของตน พัฒนาไปสู่ความรัก ความภาคภูมิใจ และเจตคติที่ดีต่อท้องถิ่น ซึ่งเป็นพื้นฐานให้เด็กเกิดความรักในประเทศชาติ และมีอุดมคติแห่งความเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศต่อไป
เอกสารอ้างอิง
วิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สำนัก. (2548). การใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานตามทัศนะของ ครูผู้สอน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.)
. (2548). การวิจัยแนวโน้มการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.
ลัดดา ศิลาน้อย และคนอื่น ๆ. (2545). การพัฒนากระบวนการส่งเสริมสถานศึกษาในการสร้างหลักสูตร
การศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา อำเภอ
กระนวน จังหวัดขอนแก่น. รายงานการวิจัย คณะกรรมการวิจัยการศึกษา การศาสนาและ
การวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ.
เลขาธิการสภาการศึกษา, สำนักงาน. (2551). ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาเด็ก ปฐมวัย พ.ศ. 2551. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.ที.ซี. คอมมิวนิเคชั่น.
. (2552). รายงานความก้าวหน้าการจัดการเรียนรู้ระดับปฐมวัย ปี 2551 – 2552. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์บริษัท เพลิน สตูดิโอ จำกัด.
วัฒนา ปุญญฤทธิ์. (2552). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มิวเซียมบุกส์.
. (2553). การศึกษาสถานภาพงานวิทยานิพนธ์ด้านการศึกษาปฐมวัย. รายงานผลการวิจัย
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร.
วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2545). การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.
สุมน อมรวิวัฒน์. (2544). “กระบวนการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ในชุมชนและธรรมชาติ” ใน ประมวล บทความการปฏิรูปการศึกษา. นนทบุรี : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
สุมนทิพย์ บุญสมบัติ. (2544). “การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้” ใน ประมวลบทความ
การปฏิรูปการศึกษา. นนทบุรี : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.



ขอขอบคุณสำเนื้อหาหลัก พอดีต้องการความรู้เพิ่มตรงนี้ ถ้ามีอะไรดีๆจะเข้าติดตามอีกนะคะ
ขอบคุณสำหรับบทความค่ะ กำลังทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการจัดการศึกษาปฐมวัยค่ะ มึประโยชน์มากค่ะ
ทำให้เข้าใจการทำหลักสูตรสถานศึกษามากขึ้น
ขอบพระคุณมากๆเลยนะค่ะ เพราะกำลังจะปรับปรุงหลักสูตร